บรรยากาศแห่งความวิตกกังวลอบอวลอยู่ภายในเสวียนตูกวัน
ไม่มีใครมีอารมณ์อยากออกไปเดินเล่น โชคดีที่ประชาชนด้านนอกอยู่ห่างไกลออกไปจึงไม่มีใครได้ยินคำว่าดาวมาร พอได้ยินว่าผลการแข่งจะประกาศตอนค่ำทุกคนจึงออกไปเดินเล่นกัน
อวี้หยางกลับห้องโดยมีศิษย์น้องของเขาตามมาด้วยความกังวล “ศิษย์พี่ใหญ่…”
อวี้หยางโบกมืออย่างใจเย็น “เมื่อครู่เจ้าได้รับผลสะท้อน ไปรักษาตัวก่อนเถอะ”
“ข้าไม่เป็นไร” ศิษย์น้องคนนั้นส่ายหน้า เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามออกไปว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ท่านมองเห็นดาวมารจริงหรือ” อวี้หยางก้มหน้าไม่พูดอะไร
ศิษย์น้องเห็นท่าทีของอีกฝ่ายก็รู้คำตอบ เขาพูดด้วยความกระวนกระวายใจ
“เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ได้ การแข่งขันในวันนี้…”
เมื่ออยู่ต่อหน้าศิษย์น้องที่สนิทด้วยที่สุดอวี้หยางก็ถอนหายใจแล้วระบายความในใจออกไป “สี่ด่านก่อนหน้านี้ข้าไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลย แต่ด่านสุดท้าย…เจ้าเสวียนเฟยนั่น ในเรื่องการคาดเดาใจคนอย่างไรมันก็เก่งกว่าข้า!”
“ศิษย์พี่ใหญ่!” ศิษย์น้องถามด้วยความตกใจ “หรือว่า…”
อวี้หยางพูด “เหล่าผู้อาวุโสตั้งใจใช้ประโยชน์จากค่ายกลดูดาวในครั้งนี้ แต่บททดสอบข้าพ่ายแพ้จริงๆ หากไม่มีอะไรผิดพลาด ตำแหน่งเจ้าสำนักตกไปอยู่ที่เสวียนเฟยแน่”
ศิษย์น้องไม่พอใจ “เห็นได้ชัดว่าศิษย์พี่มองเห็นดาวมารได้ก่อน เหตุใดความดีความชอบถึงตกไปอยู่ที่เขากัน”
อวี้หยางเลิกคิ้วเขารู้สึกไม่ยุติธรรมมาก แต่มันจะมีประโยชน์อะไรกัน ทักษ