ี่ยงกระบี่ยาวทิ้งแล้ววิ่งไล่ตามไป
หยางชูหยิบพัดที่เขาใช้เป็นประจำที่เอวออกมาสะบัด “ดูอาวุธลับ!”
นักพรตหญิงรีบหลบแล้วนางก็ชะงัก “ท่านหลอกข้างั้นหรือ”
รอบกายไม่มีแม้แต่รากแล้วจะมีอาวุธลับซ่อนอยู่ได้อย่างไร
หยางชูได้ผ่านประตูเป็นที่เรียบร้อยแล้วเขาหันกลับมายิ้ม “ท่านนักพรต ข้าผ่านแล้วใช่หรือไม่”
“….”
นักพรตหญิงส่ายหัวแล้วยิ้มอย่างขื่นๆ ตัวนางมุ่งเน้นไปที่การวิจัยคัมภีร์โบราณ แม้จะฝึกวรยุทธ์ทุกวันไม่ขาด แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ใช้จริงจึงถูกเด็กคนนี้หลอกเอาได้ง่าย
“ช่างเถอะ ข้ายอมรับความพ่ายแพ้” นางหยิบเหรียญทองแดงและโยนมันออกไป
หยางชูรับเหรียญมาแล้วเก็บกระบี่เข้าฝัก “ขอบคุณท่านนักพรตที่ไม่เอาเรื่องเด็กอย่างข้า”
นักพรตหญิงมองมาอย่างไม่สบอารมณ์ “ท่านทำไปแล้ว ตอนนี้จะยังเสแสร้งต่อทำไมอีก ไปซะ สองด่านสุดท้ายมีเรื่องสนุกรอท่านอยู่!”
ฮ่องเต้เห็นแล้วก็หัวเราะ “เด็กคนนี้คิดออกได้อย่างไรกัน!”
เผยกุ้ยเฟยหลุดยิ้ม “ชอบฉวยโอกาสนัก”
เมื่อเดินทางไปถึงด่านที่สี่ ผู้เข้าแข่งขันเหลือเพียงเจ็ดคน นอกจากศิษย์จากสำนักเสวียนตูกวัน ก็มีหมิงเวย จี้เสียวอู่และหยางชู
ผู้ที่เฝ้าประตูด่านนี้เป็นนักพรตสีหน้าเย็นชา
เขาพูดเสียงเย็นว่า “ด่านนี้เดิมทีมีไว้สำหรับผู้ถูกเลือกให้รับตำแหน่งเจ้าสำนักแข่งขันเท่านั้น แต่ตอนนี้มีจำนวนมากถึงเพียงนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนกฎกติกา”
เขาหยิบบางอย่างออกมาและโยนมันลงบนพื้น หลังจากเห็นควันไฟพวยพุ่