เหล่าผู้เข้าร่วมการแข่งขันต่างรีบวิ่งไปข้างหน้า ไม่รอให้หมิงเวยและจี้เสียวอู่ไปถึงด่านแรก คำถามสำหรับทดสอบก็ได้ประกาศออกมาแล้ว
คำถามในด่านแรกสอดคล้องกับตัวตนของเสวียนตูกวัน ‘การพยากรณ์โชคชะตา’
ผู้เฝ้าประตูด่านแรกเป็นนักพรตอาวุโสชายร่างกายผอมบางนั่งอยู่บนหินข้างประตูมีกว้าถ่งวางอยู่ด้านหน้า
เขายิ้มแล้วชี้ไปที่กว้าถ่ง “นักพรตเฒ่ามีโชคชะตาอันโดดเดี่ยว ผู้คนรอบข้างประสบแต่ความโชคร้ายเกิดมาเพื่อลงโทษวงศาคณาญาติทั้งหก หากทุกท่านสามารถมอบโชคชะตาที่มั่งคั่งให้นักพรตเฒ่าได้ เชิญพยากรณ์ได้เลย”
ทุกคนประหลาดใจที่ได้ยินคำถามนี้ นี่มันคำถามอะไรกัน ไม่ให้ทำนายถูก แต่ให้ทำนายไม่ถูกงั้นหรือ
ฮ่องเต้ถามผู้อาวุโสที่อยู่ข้างกายเขา “ผู้อาวุโสอี้ ให้ทำนายพลาดไม่ง่ายไปหรือ แค่พูดไร้สาระออกไปก็ผ่านแล้วใช่หรือไม่”
ผู้อาวุโสอี้ยิ้ม “ฝ่าบาท ที่กระหม่อมต้องการคือชะตาชีวิตที่เฉพาะเจาะจง หากไม่เขย่ากว้าก็ถือว่าไม่นับพ่ะย่ะค่ะ”
เผยกุ้ยเฟยครุ่นคิด “แค่เขย่ากว้าก็ถือว่าทำนายแล้วหรือไม่เหมือนการพนันใช่หรือไม่”
ผู้อาวุโสอี้พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ที่เหนียงเหนียงกล่าวมาเป็นอีกแง่มุมหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ หากโชคชะตาดีพอ เขย่ากว้าดีๆ ถือเป็นการเสริมโชคให้กับชีวิต เหมาะที่จะผ่านด่านทดสอบ”
เจียงเชิ่งได้ยินก็พูดออกไปว่า “ท่านนักพรตจะบอกว่านี่แค่วิธีหนึ่ง แต่ยังมีอีกวิธีที่ทำให้ผ่านด่านนี้ได้แน่นอนใช่หรือไม่”
ผู้อาวุโสหัวเราะ “ถูกต้อง