เมื่อหยางชูกล่าวจบก็มีศิษย์จากเสวียนตูกวันยืนขึ้นมาจริงๆ “เรียนฝ่าบาท แม้กระหม่อมจะไม่เก่งกาจเท่าศิษย์พี่ทั้งสอง แต่กระหม่อมก็อยากลองวัดความสามารถของตนเองพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้เป็นผู้มีจิตใจเมตตามาโดยตลอดเมื่อยกเหตุผลนี้ขึ้นมาเขาจะปฏิเสธได้อย่างไร ดังนั้นจึงถามผู้อาวุโสอี้ไปว่า “พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร”
ผู้อาวุโสอี้ยิ้มพร้อมกล่าวว่า “หัวข้อการแข่งได้จัดเตรียมไว้แล้วพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ต่อให้มีคนมากมายก็ไม่เป็นผลอะไรพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้พยักหน้าแล้วยิ้ม “ในเมื่อเป็นเช่นนี้เจิ้นอนุญาต! ศิษย์สำนักเสวียนตูกวันทุกคนสามารถเข้าร่วมการแข่งได้ผู้ชนะจะได้เป็นเจ้าสำนัก”
หยางชูยืดคอ “ฝ่าบาท กระหม่อม…”
“เจ้าจะกังวลอะไร” ฮ่องเต้หัวเราะและกล่าวว่า “ผู้ที่ไม่ได้เป็นศิษย์ในสำนักเสวียนตูกวันก็สามารถร่วมการแข่งขันนี้ได้เพียงแต่ตำแหน่งเจ้าสำนักไม่เกี่ยวข้องกับพวกเจ้า หากชนะก็ได้แค่รางวัลจากเจิ้นและกุ้ยเฟยเท่านั้น”
ทันทีที่คำพูดนี้ออกมาบรรยากาศในที่นี้ก็คึกคักยิ่งขึ้น
นี่เป็นการแข่งขันต่อหน้าพระพักตร์ แม้เคล็ดวิชาจะไม่ดีเท่านักพรตจากเสวียนตูกวัน แต่พวกเขาก็บอกมาแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่เพียงแต่ทดสอบเคล็ดวิชา ยังมีหลักคำสอนและวรยุทธ์อีกด้วย ขอเพียงแค่ได้แสดงความสามารถโดดเด่นต่อหน้าฝ่าบาทก็เพียงพอ
ผู้ที่เดินออกมาจากแถวคนแรกเป็นศิษย์จากเสวียนตูกวัน มีสองนายที่ยินดีร่วมการแข่งขัน ทางฝั่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงหยางชูพูดขึ้นโดยไม่