งซิวจึงหันกลับไปถามหมิงเวยต่อ “วรยุทธ์ของท่านเป็นสิ่งที่อาจารย์ของท่านถ่ายทอดให้ใช่หรือไม่”
หมิงเวยตอบอย่างใจเย็น “ใช่เจ้าค่ะ”
“ข้าถามได้หรือไม่ว่าวิชาคลื่นเสียงของท่าน ท่านฝึกอย่างไร ทักษะบางอย่างที่ท่านใช้แม้แต่ข้าเองก็ยังเพิ่งบรรลุ”
หมิงเวยตอบอย่างไม่เขินอาย “ท่านอาจารย์บอกว่าพรสวรรค์ของข้าเหนือกว่าคนทั่วไปจึงเรียนรู้ได้เร็ว”
“….”
หมิงเวยพูดอีกว่า “ท่านเองก็เห็นว่ากำลังภายในของข้าไม่เพียงพอก็คงรู้แล้วว่าระยะเวลาฝึกฝนของข้ายังไม่มาก”
หนิงซิวครุ่นคิดแต่ก็ไม่พบข้อบกพร่องอะไรโชคดีที่เขาไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้คุณหนูเจ็ดเป็นเด็กโง่เขลาไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ปล่อยผ่านไปอย่างแน่นอน
หยางชูที่ฟังทั้งสองคนพูดกันมานานแล้วก็หมดความอดทน เขาเคาะโต๊ะ “พอหรือยัง ท่านถามนางไปหมดแล้วจะไปได้หรือยัง”
หนิงซิวตอบอย่างไม่ใส่ใจ “วันนี้ที่ข้ามาพบท่านแค่อยากมาบอกว่าพบเบาะแสเกี่ยวกับบิดาท่านแล้ว แต่ดูเหมือนท่านจะอารมณ์ไม่ค่อยดี…”
“ท่านสืบพบอะไรงั้นหรือ” หยางชูลุกขึ้นยืน “รีบบอกมาเร็วๆ เข้า!”
หนิงซิวถาม “ไม่ไล่ข้าแล้วหรือ”
“….” หยางชูพูดอย่างไว้ท่าที “ขอโทษท่านด้วย”
หมิงเวยเห็นคำว่าพอใจบนใบหน้าไร้อารมณ์ของหนิงซิว แล้วเขาก็ชำเลืองมองนาง
“นางรู้งั้นหรือ”
ความพึงพอใจของหนิงซิวเพิ่มขึ้นทันที เขาคิ้วขมวด แต่ในที่สุดก็พูดออกไปตรงๆ ว่า “ท่านบอกว่าตอนนั้นบิดาท่านอยู่นอกเมืองเพื่อไปเชิญย่าของท่านกลับมาใช่หรือไม่” หยางชูพยั