ู่ก็พูดขึ้นว่า “ข้าจะไปเคาะประตู”
หมิงเวยพยักหน้านางกำลังจะเอ่ยปากพูดออกไปแต่ทันใดนั้นสัญชาตญาณระวังตัวของนางก็ดังขึ้น นางรีบหยิบขลุ่ยขึ้นมาจรดริมฝีปาก
“อู!”
“ติง!”
คลื่นเสียงทั้งสองปะทะกันแม้ไม่รุนแรงมากแต่ราวกับมีเสียงกลองดังขึ้นในหูอย่างรุนแรง หมิงเวยไม่มีเวลาอธิบายอะไรนางผลักจี้เสียวอู่ไปทางตัวฝู “ดูแลเขาด้วย” และกระโดดออกไป
“เดี๋ยวสิ…” จี้เสียวอู่ตกตะลึงเกิดอะไรขึ้นกันแน่
พอเขาหันหน้ากลับไปก็ไม่เห็นเงาของหมิงเวยเสียแล้วได้ยินแต่เสียงขลุ่ยและกู่ฉินที่ดังไม่หยุด เสียงที่ดังออกมาดูแปร่งหูแต่ทุกครั้งที่ได้ฟังทำเอาเขารู้สึกมึนหัวไปหมด
ตัวฝูหยิบผ้าเช็ดหน้ามาอุดหูให้อีกฝ่าย “คุณชายห้าอย่าไปฟังเจ้าค่ะ ในคลื่นเสียงมีกำลังภายในอยู่” พอมีผ้ามาอุดหูจี้เสียวอู่เลยรู้สึกดีขึ้น
เขาถามตัวฝูเสียงดัง “มีคนลอบทำร้ายงั้นหรือ”
ตัวฝูพยักหน้าแล้วหันไปมองที่ที่หนึ่งอย่างใจจดใจจ่อ
จี้เสียวอู่มองตามสายตานางไปพบว่ามีร่างสองร่างเดี๋ยวลอยขึ้นเดี๋ยวลงอยู่บนชายคาราวกับนกกระพือปีก
เขามองอยู่สักพักแล้วพึมพำ “นี่เรียกว่าชาวยุทธภพใช่หรือไม่ น้องหญิงโกหกข้าอีกแล้ว!”
การช่วยคนก็ไม่เลว แต่เขาแฝงตัวอยู่ในกลุ่มยาจกมันจะไปสง่างามได้อย่างไร นี่ต่างหากเป็นสิ่งที่เขาใฝ่ฝัน!
“คุณชายห้าเจ้าคะ!” ตัวฝูโน้มตัวพูดข้างหูเขา “ท่านอย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสนุก หากไม่ระวังตัวอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ คุณหนูเขาทำเพื่อท่านเลยนะ