งนี้ได้มิใช่หรือ ผู้ใดจะรู้ว่าแม่นางคนนี้ไม่หลงกลอุบายของเขา แต่กลับพูดออกมาตรงๆ แล้วจะให้เขาพูดอะไรต่อได้
จวินโม่หลีมองนางจากนั้นก็มองหยางชูแล้วเขาก็ต้องเลิกคิ้ว “เป็นพวกท่านนั่นเอง!”
แล้วเสวียนเฟยก็หาประโยคพูดต่อได้ “เจ้ารู้จักพวกเขาหรือ”
หยางชูตอบ “ที่สระฉางเล่อในคืนเทศกาลซีซีมีอสูรน้ำปรากฏตัว นักพรตท่านนี้อยู่ที่นั่นพอดีจึงมาช่วยพวกเราจับอสูรน้ำด้วย”
“อย่างนี้นี่เอง” เสวียนเฟยยิ้ม “ศิษย์น้องของข้าถึงแม้จะบ้าบิ่นไปบ้าง แต่มักกังวลในเรื่องคุณธรรม หากเกิดเหตุไม่ยุติธรรมขึ้นมาเขาก็มักจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ”
หยางชูแค่นหัวเราะ ศิษย์พี่ของจวินโม่หลีพยายามปกป้องศิษย์น้องเสียจริง พูดแก้ต่างแทนอีกฝ่ายทุกประโยค
จวินโม่หลีเห็นท่าทางของเขาก็ไม่พอใจ “ท่านหัวเราะแบบนี้หมายความว่าอย่างไร ศิษย์พี่ของข้าพูดดีๆ เหตุใดท่านต้องทำท่าทางเยาะเย้ยเช่นนี้ด้วย”
หยางชูเหลือบมองเขาและพูดอย่างเกียจคร้าน “ทำไมข้าต้องทำท่าทางเยาะเย้ยหรือ เรื่องนี้ท่านย่อมรู้คำตอบอยู่ในใจอยู่แล้ว”
จวินโม่หลีชะงักไป เขามองหยางชูแล้วหันไปมองหมิงเวย เดี๋ยวนี้นิยมพูดจากันเช่นนี้หรือ ช่างไม่ไว้หน้ากันเลย
ดูเหมือนหยางชูจะยังพูดไม่หมดเขาพูดต่อว่า “พวกเราหวงเฉิงซือกำลังตามล่าหาผู้หลบหนี จู่ๆ ท่านทั้งสองก็ยื่นมือเข้ามาแทรกแซง พวกท่านเป็นพันธมิตรกับพวกเขาหรือ”
จวินโม่หลีได้ยินดังนั้นก็โกรธก่อนกล่าวว่า “พันธมิตรอะไรกัน ท่านอย่าพูดจาเหล