วันรุ่งขึ้นหมิงเวยยังเดินไปไม่ถึงห้องโถงใหญ่ก็ได้ยินเสียงก่นด่าของจี้ฮูหยิน “จี้เสียวอู่! เมื่อคืนเจ้าไปทำอะไรมากันแน่”
จี้เสียวอู่ไร้เรี่ยวแรง “ข้าไม่ได้ทำอะไร!”
“ไม่ได้ทำอะไรแล้วเหตุใดใต้ตาจึงดำขนาดนี้ อย่างกับคนเป็นโรค!”
หมิงเวยแปลกใจเมื่อคืนตอนที่พวกเขากลับมาถึงก็ถือว่าไม่ดึกเสียหน่อย
เมื่อเข้ามาในห้องโถงใหญ่ก็เห็นว่าท่าทางของจี้เสียวอู่นั้นดูอิดโรยบอกว่าเหมือนคนเป็นโรคนั้นคงเกินไป แต่ท่าทางไม่สดชื่นนั้นเป็นเรื่องจริง
“ท่านป้า พี่ห้า”
จี้เสียวอู่ขยี้ตามองนางด้วยสายตาที่ดูน่าสงสารยิ่ง “เมื่อคืนข้านอนไม่หลับ…”
“แล้วทำไมถึงนอนไม่หลับล่ะไม่ใช่ว่าเจ้าไปก่อเรื่องอะไรอีกนะ”
จี้เสียวอู่ตกอยู่ในภวังค์ “เพราะเรื่องเมื่อคืนน่าตกใจมาก…”
ลูกสะใภ้ใหญ่เดินเข้ามาจากด้านนอกก่อนถาม “เจ้ากลัวอสูรน้ำใช่หรือไม่ ได้ยินว่ามันเกือบจะกินคนด้วย”
จี้ฮูหยินได้สติ ก่อนคิดว่าบุตรชายของตนเห็นอสูรน้ำกินคนด้วยตาตนเองหากจะตกใจกลัวก็เป็นเรื่องปกติคิดได้เช่นนั้นก็ยิ่งรู้สึกเป็นทุกข์ “เป็นเช่นนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นเรามาต้มชาที่ทำให้หายตกใจกันดีกว่า”
แล้วนางก็นึกถึงหมิงเวย “เสี่ยวชีเองก็…” เมื่อหันศีรษะไปก็เห็นหมิงเวยนั่งดื่มน้ำอย่างสงบ
นางเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้ม “ตอนที่อสูรกินคนนั้นหลานรู้สึกร้อนจึงออกไปรับลมข้างนอกเลยไม่เห็นเจ้าค่ะ”
จี้ฮูหยินรู้สึกยินดี “ดีแล้วที่หลานไม่เห็นหากตกใจกลัวจนป่วยขึ้นมาจะทำอย่างไร” แล้วเงยห