ีกฝ่ายจ้องกลับมาก็ก้มหน้าลงและรีบตอบกลับไปว่า
“เจ้าค่ะ”
“แล้วยืนทำอะไรกันอยู่ แยกย้าย!”
“เจ้าค่ะ…” เหล่าเด็กสาวแยกย้ายกันเดินจากไป แต่ก่อนจากไปคุณหนูสามตระกูลเหวินมองมาทางหมิงเวยด้วยสายตาเย็นชาพร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยือกปรากฏขึ้นที่มุมปาก
บัญชีในครั้งนี้ข้าจะจดจำไว้!
หมิงเวยทำเป็นมองไม่เห็นนางทำความเคารพต่อผู้คุมกฎ “ขอบคุณผู้คุมกฎที่คืนความยุติธรรมให้เจ้าค่ะ”
ผู้คุมกฎมองนางอยู่นานเมื่อเห็นว่าคุณหนูตระกูลเหวินเดินจากไปไกลแล้วจึงพูดขึ้นว่า “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใครมาจากไหน แต่ที่นี่คือสถานศึกษาหมิงเฉิง ไม่อนุญาตให้มีเรื่องทะเลาะกัน!”
หมิงเวยยิ้ม “อาจารย์โปรดวางใจ ข้ามีน้ำใจต่อผู้อื่นเสมอผู้ใดไม่ร้ายกับข้า ข้าก็ไม่ร้ายกลับเจ้าค่ะ”
ผู้คุมกฎพยักหน้าเบาๆ แล้วหมุนตัวเดินจากไป
เฉินเสวียอวี้รู้สึกกังวลเล็กน้อยหลังจากคิดเรื่องนี้อยู่สักพักนางก็พูดออกไปว่า “ต่อไปเจ้าหลีกเลี่ยงพวกนางหน่อยนะ อย่ามีเรื่องกันเลย”
หมิงเวยก้มหัวรับคำอย่างเชื่อฟัง “เจ้าค่ะ”
อีกด้านหนึ่งของกำแพง จี้เสียวอู่ได้ยินเช่นนั้นเขาก็โล่งใจ เด็กหนุ่มที่อยู่ข้างกายเขามีสีหน้างงงวย “จี้เหวย นั่นลูกพี่ลูกน้องของเจ้าหรือ นางปล่อยงูออกมากัดคนงั้นหรือ”
พูดจบก็ถูกจี้เสียวอู่ตบศีรษะ “ปล่อยงูออกมากัดคนอะไรกัน พวกนางใส่ความน้องข้าต่างหาก” แล้วเขาก็ตะโกนข้ามกำแพงไป
“เจ้าเลิกเรียนหรือยัง”
เสียงของหมิงเวยดังข้ามมา “พี่ห้าอยากกลับบ้านแล้วหรือ งั้น