ู่ท่ามกลางคุณหนูทั้งหลายช่างน่าละอายเสียจริง”
หมิงเวยไม่โกรธนางตอบด้วยรอยยิ้มไปว่า “ในเมื่อท่านรู้อยู่แล้ว ท่านจะถามข้าทำไมหรือ ท่านคงไม่ถอดกางเกงผายลม[2] ทำเรื่องเกินความจำเป็นใช่หรือไม่”
เหวินหรูตกตะลึง “เจ้า เหตุใดเจ้าถึงพูดจาหยาบคายเช่นนี้”
หมิงเวยไม่สนใจ “คนที่พูดเป็นท่านไม่ใช่หรือ”
เหวินหรูตะลึงไปชั่วขณะเมื่อเข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไรใบหน้านางก็แดงด้วยความโกรธ “เจ้ากล้าว่าข้าอย่างนั้นหรือ”
หมิงเวยเห็นว่าตัวฝูนำอาหารมาแล้วจึงพูดออกไปว่า “ข้าต้องทานข้าว คุณหนูเหวิน เชิญเจ้าค่ะ!” เหวินหรูจ้องมองนางอย่างแค้นเคืองแล้วหันหน้าเดินจากไป
ตัวฝูเดินกลับมาถึงก็มองอย่างเป็นกังวล “คุณหนูกับคุณหนูท่านนั้นคุยอะไรกันหรือเจ้าคะ นางดูโกรธมากเลย”
“ไม่มีอะไร” หมิงเวยทานอาหาร “นางไม่ได้สำคัญอะไรหรอก”
ช่วงบ่ายเป็นวิชาเลือกหมิงเวยเปลี่ยนเป็นชุดขี่ม้า จากนั้นหยิบแส้และเดินไปที่สนาม นางเข้าเรียนเพื่อให้ตนเองได้เป็นอิสระ ไม่ได้เพื่อเข้าสังคม นางจึงรำคาญที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคุณหนูผู้สูงศักดิ์พวกนั้น แสร้งเข้าเรียนสักวันสองวันให้ท่านลุงท่านป้าสบายใจ จากนั้นก็ไปให้พี่ห้าสอนนางโดดเรียนอะไรแบบนั้น…
“หมิงเวย!” นางได้ยินเสียงเรียกจึงหันกลับมา แล้วก็เห็นว่าเป็นซุนเว่ย
“หัวหน้า” หมิงเวยพยักหน้าทักทาย
ซุนเว่ยยังคงมีท่าทางเย็นชา “เจ้ามานี่หน่อย”
หมิงเวยเลิกคิ้ว “หัวหน้ามีเรื่องอะไรหรือ”
ซุนเว่ยตอบ “อาจารย์เรีย