ไป เขาหันไปมองหมิงเฉิงแล้วยิ้ม “ขอบคุณนายท่านสี่ที่เข้าใจ แต่เรื่องนี้มีแค่คำพูดคงไม่สามารถเชื่อถือได้…”
นายท่านสี่พูดขัดเขา “ถ้าอย่างนั้นก็เขียนหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรเถอะ”
“….” จี้หลิงกะพริบตา
เดี๋ยวนะ…เหตุใดถึงง่ายดายเพียงนี้ เขานึกว่าต้องพูดให้เปลืองน้ำลายกว่านี้เสียอีกถึงจะยอม ฝั่งหมิงเฉิงเองก็เตรียมกระดาษกับพู่กันเรียบร้อยแล้ว จี้หลิงจึงต้องพับเก็บความคิดนั้นไว้แล้วพูดคุยเรื่องเนื้อหาหลักฐานกับนายท่านสี่อย่างละเอียดรอบคอบ
เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว จี้หลิงอ่านเพื่อตรวจทานอยู่หลายรอบเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีปัญหาอะไรแล้วจึงเก็บอย่างระมัดระวัง
เขากำลังจะเอ่ยปาก แต่หมิงเฉิงกลับชิงพูดตัดหน้าไปก่อน “ท่านพ่อ เสี่ยวชีเป็นบุตรสาวคนเดียวของท่านลุงสาม ทรัพย์สินภายใต้ชื่อของท่านลุงสามควรจะมอบให้นาง ตอนนี้หลักฐานก็เรียบร้อยแล้วให้ส่งมอบทรัพย์สินด้วยดีหรือไม่ขอรับ”
นายท่านสี่พยักหน้าแล้วสั่งให้เขาไปหยิบสมุดบัญชีมา เมื่อคำพูดที่จี้หลิงเตรียมไว้ไม่จำเป็นแล้วเขาจึงกลืนมันกลับลงคอไป
แปลกมาก!
เดิมทีเขาคิดว่าการขอทรัพย์สินให้น้องสาวของเขาเป็นเรื่องยากที่สุด! เพราะว่าสิทธิ์ในการรับมรดกของสตรีนั้นมีข้อจำกัด และตามกฎหมายในรัชสมัยนี้ ครอบครัวสามารถมอบทรัพย์สินให้บุตรสาวได้เพียงครึ่งเดียว เรือนรองไม่มีการแยกตัวออกมาจึงจำเป็นต้องมีการพูดคุยกันซึ่งมันยุ่งยากมาก!
แต่ดูจากท่าทางของนายท่านสี่และหมิงเฉิงแ