นก็ดี เพราะว่าเรื่องนี้พี่สองถึงได้รู้สึกละอายใจต่อข้าและเชื่อฟังคำพูดของข้า…”
หมิงเวยรู้สึกหนาวเหน็บในหัวใจเมื่อได้ยินเขาพูดด้วยน้ำเสียงเฉยเมยเช่นนี้ “ส่วนสตรีน่ะหรือ ไม่ได้มีเพียงแค่นางคนเดียวเสียหน่อย แม้แต่สิ่งที่รักยังไม่ยอมทิ้ง แล้วจะทำการใหญ่ให้สำเร็จได้อย่างไร”
“สิ่งที่รักงั้นหรือ” หมิงเวยยิ้มเยาะ “สำหรับท่านแล้วนางเป็นเพียงแค่สิ่งของงั้นหรือ”
นายท่านสามมองนางอย่างขบขัน “สำหรับผู้ที่แข็งแกร่ง ผู้อ่อนแอคือบริวาร เอาล่ะ เจ้าไม่ต้องพูดมากให้เปลืองน้ำลายหรอก ข้าไม่ใช่คนโง่อย่างพี่สองที่เจ้าพูดแค่ไม่กี่ประโยคก็จิตใจพังทลายแล้ว ข้ามาถึงวันนี้ แม้จะไม่สำเร็จ ข้าต้องการอะไร ช่วยอะไร ใจข้าย่อมรู้ชัดแจ้งดี วันนี้พ่ายแพ้ ข้ายอมรับ แต่ถ้าเจ้าจะให้ข้าก้มหัวสารภาพ ข้าไม่ทำ”
หมิงเวยขี้เกียจที่จะพูดอะไรออกมาอีก นายท่านสามผู้นี้ไม่เหมือนคนชั่วที่นางเคยพบเจอมาก่อน เขามีความรู้ความจำดีมากท่องอ่านกวีได้ดี แต่เขาก็ยังต่างจากพวกบัณฑิตที่ชอบพูดสวยหรูพวกนั้น
ผู้อื่นศึกษาเล่าเรียนเชื่อในสิ่งที่ตำราบอกมา แต่เขากลับเชื่อมั่นในตนเอง
เป็นไปไม่ได้ที่จะควบคุมเขาด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีจากสามัญสำนึก ความคิดของเขาอยู่กับตนเองมานานแล้ว และจะไม่มีทางหวั่นไหวตามคำพูดของคนอื่นเลย
ทางด้านหยางชูกลับหัวเราะออกมาเสียงดัง “ที่ท่านพูดมาไม่ใช่การแลกสตรีเพื่อผลประโยชน์หรอกหรือ” เขาเชิดหน้าขึ้นพลางมองนายท่านสามอย่างด