นเสียจริง!”
“เจ้าจะไปเข้าใจอะไร!” นายท่านสองกล่าวดูถูก “ราชวงศ์ตระกูลเจียงเป็นหนี้พวกเรา!”
หมิงเวยพูดอย่างไม่เกรงใจ “ท่านนี่โง่จริงๆ เอาอะไรมาคิดว่าฉีตงจวิ้นอ๋องจะสามารถนั่งบนตำแหน่งนั้นได้ เขาห่างจากศูนย์กลางอำนาจมานานเท่าไรแล้ว สิบแปดปีที่ฝ่าบาทขึ้นครองบัลลังก์ ปีนั้นเส้นสายที่ฉินอ๋องทิ้งเอาไว้ถูกกำจัดจนราบคาบหมดแล้ว เขาไม่สามารถมีส่วนร่วมในวงการทหารและการเมืองได้อีก แม้เขาจะยกธงก่อกบฏ ออกศึกโดยไร้ข้ออ้างอันควร แต่ตัวเขาจะประคับประคองได้นานเท่าไรกันเชียว มันก็แค่ขนมชิ้นใหญ่ที่นายท่านสามวาดไว้ให้ท่านเห็นก็เท่านั้นแหละ!”
“เจ้า…”
“ถามเขาสิว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น!” หมิงเวยยิ้ม “เพราะว่าเป้าหมายของท่านกับเขาไม่เหมือนกันยังไงล่ะ!”
“ไร้สาระ!”
“ไม่เชื่ออย่างนั้นหรือ” หมิงเวยเหลือบมองเขาอย่างดูถูก “ถ้าอย่างนั้นหลานขอถามท่านสักหน่อย ฉีตงจวิ้นอ๋องมีทหารในมือกี่คนกัน”
นายท่านสองชะงัก
“หลานจะบอกท่านให้ แม้ว่ากองทหารตงหนิงจะเป็นของเขาทั้งหมด แต่ก็ไม่เกินสามหมื่นนายรวมจำนวนที่เพิ่มขึ้นมาลอยๆ ด้วยแล้วคำนวณแล้วก็ไม่เกินสองหมื่นคน”
หมิงเวยมองเขา “ท่านรู้ไหมว่าในปีที่ไท่จู่ออกรบที่ทางใต้ใช้จำนวนทหารกี่คน” นางรู้ว่าเขาไม่สามารถตอบได้จึงพูดต่อไปว่า “สามหมื่นนายพร้อมกองทหารส่งกำลังบำรุง ประชาชนที่ระดมกำลังมารวมขั้นต่ำห้าแสนนาย! นี่ยังไม่นับกองทหารชายแดนที่ประจำการทางเป่ยเจียง แคว้นฉู่ใต้ไม่สงบ เป่ยเจียง