ังเป็นห้องเซ่นไหว้ผู้ตายอีก เจ้ากลับไปบอกคุณหนูเจ็ดว่าค่อยมาพูดอีกทีวันรุ่งขึ้นเถิด”
ซู่เจี๋ยยิ้ม “คุณหนูบอกว่าฮูหยินเรือนของเราเป็นผู้เชิญไปเจ้าค่ะ”
“…..” เห็นได้ชัดว่าภายในห้องอบอุ่นมาก แต่หวงอิงกลับรู้สึกหนาวเย็นที่แผ่นหลัง แต่เมื่อเห็นว่าสีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าไม่ค่อยดี นางจึงตำหนิไปว่า
“ฮูหยินสามได้จากไปแล้วเจ้าพูดเพื่อขู่ผู้ใดกัน ยังไม่รีบออกไปอีก!”
ซู่เจี๋ยไม่ขยับไปไหนยังคงแสดงความเคารพเหมือนเดิม “ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าคะ โปรดไปที่นั่นด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
“เจ้า…”
หวงอิงยังพูดไม่จบฮูหยินผู้เฒ่าก็พูดออกไปว่า “หวงอิง เตรียมเสื้อผ้า”
“ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าคะ…” ทางฝั่งฮูหยินสอง ซู่เจี๋ยส่งสาวใช้คนอื่นไปแทน
พอได้ยินนางพูดเช่นนั้นฮูหยินสองก็รู้สึกตกใจ “ตอนนี้น่ะหรือ”
เมื่อได้รับคำยืนยันฮูหยินสองจึงตอบกลับไป “เข้าใจแล้ว ข้าจะตามไป”
หมิงฮ่าวเดินเข้ามาได้ยินพอดีจึงถามออกไป “พี่เจ็ดมีเรื่องอะไรหรือขอรับท่านแม่ ลูกจะไปเป็นเพื่อนท่านแม่เองขอรับ”
ฮูหยินสองจะปฏิเสธ แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของเขาไม่กี่วันก่อนจึงเปลี่ยนใจ
“ได้”
ทางด้านนายท่านสี่ก็กำลังรับประทานอาหารกับครอบครัว ฮูหยินสี่ได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้ว “อยู่ดีๆ จะให้ไปที่ห้องเซ่นไหว้ผู้ตายทำไมกัน หากต้องการเซ่นไหว้ ค่อยรอตอนสายไม่ดีกว่าหรือ”
ดึกเพียงนี้ให้คนไปที่ห้องเซ่นไหว้ผู้ตายนี่คงไม่ใช่การขู่ให้กลัวหรอกนะ
นายท่านสี่กลับวางตะเกียบลงแล้วถามนางอย่างล