้จบลงแล้ว การอำนวยความสะดวกที่คุณชายมอบให้ก่อนหน้านี้จะเรียกกลับคืนไปหรือไม่เจ้าคะ”
หยางชูเท้าคาง “พอเรื่องจบลงข้าต้องกลับเมืองหลวง”
หมิงเวยพยักหน้า “ข้าเองก็ต้องไปเมืองหลวงเช่นกันเจ้าค่ะ”
หยางชูมองนางในแววตาของเขามีความไม่แน่ใจ “ท่าน…ขาดข้าไม่ได้งั้นหรือ”
หมิงเวยยิ้มเล็กน้อย “ข้าเป็นพยานคนสำคัญ ท่านแน่ใจหรือว่าจะไม่ให้ข้าตามท่านไปเมืองหลวงด้วย อีกอย่างครอบครัวนักโทษต้องถูกพาตัวไปเมืองหลวงด้วยมิใช่หรือ”
“อ้อ ก็จริง” หยางชูรู้สึกร้อนที่ใบหน้านี่เขากลายเป็นคนโง่งมได้อย่างไรกัน
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในตงหนิง เมื่อกลับไปยังเมืองหลวง ท่านเป็นคุณชายตระกูลโหว ส่วนข้าเป็นครอบครัวของนักโทษ เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันแล้ว คงไม่มีโอกาสได้พบกันอีกเจ้าค่ะ”
ได้ยินนางพูดเช่นนั้นหยางชูก็รู้สึกเศร้าหมองในใจ เริ่มแรกเขาคิดในใจไม่มีอะไรมากไปกว่านางเป็นผู้ที่มีประโยชน์คนหนึ่งซึ่งเขาคอยดูอยู่ว่ามีประโยชน์จริงหรือไม่
แต่เมื่อมีการแลกเปลี่ยนมีความเข้าใจกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนมองนางกลายเป็นคนของตนเองโดยไม่รู้ตัว ผลลัพธ์เช่นนี้เขารู้สึกไม่ค่อยเต็มใจเท่าใดนัก…
ไม่รู้ว่าเขาคิดวนไปกี่พันครั้ง หมิงเวยก็ชะงักแล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“เพราะฉะนั้นข้าอยากบอกท่านว่า เรื่องยังไม่จบลงเจ้าค่ะ”
“หืม…” หยางชูรู้สึกสับสนเล็กน้อย
นางพูดว่าอะไรนะ เปลี่ยนเรื่องเร็วมากจนเขาไม่ทันได้เตรียมใจ หมิงเวยแสดงเครื่องรางบนฝ่ามืออีกครั้ง “หาก