็ผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว”
แน่นอนว่าหมิงเวยไม่ปฏิเสธ
เทศกาลสรงน้ำพระในวันนี้วัดเป่าหลิงมีจัดอาหารมาไม่น้อย คนกลุ่มหนึ่งไปที่โรงครัวของวัดเพื่อหยิบซาลาเปาไส้ผักมากินแล้วกลับมาที่ห้องเก็บพระสูตร
หยางชูนั่งลงบนพื้นแล้วให้องครักษ์พันแผลให้เขาพลางถามคนฝั่งตรงข้ามว่า “ท่านจะทำอะไร”
หมิงเวยเองก็นั่งลงกับพื้นอย่างไรเสื้อผ้าของตนก็สกปรกจนดูไม่ได้อยู่แล้วจึงไม่ใส่ใจ เบื้องหน้าของนางมีกระดาษเหลืองหลายกองวางอยู่ มีหมึกสีชาดและพู่กันวางอยู่ข้างๆ นางหยิบกระดาษเหลืองมาหนึ่งแผ่นแล้วพับ
พอได้ยินคำถามนางก็เงยหน้าขึ้นมาหยิบพู่กันมาจุ่มหมึกแล้วเขียนยันต์ลงบนกระดาษที่พับเสร็จเรียบร้อยด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง
“ข้าจะแสดงอะไรสนุกๆ ให้ท่านชมเจ้าค่ะ” พูดจบนางก็เป่าลมใส่กระดาษแล้วปล่อยมือ
แล้ววินาทีต่อมาก็เห็นว่ากระดาษแผ่นนั้นราวกับมีชีวิต มันกระโดดลงบนพื้น บิดแขนขาไปมาแล้วเดินข้ามธรณีประตูเข้าไปในห้องเก็บพระสูตร
ลูกตาหล่นกลาดเกลื่อนบนพื้น
หยางชูจ้องมองกระดาษที่เดินบิดเอวขึ้นบันไดเงียบๆ การเคลื่อนไหวที่ไม่ต่างจากคนทำให้เขาอดถามไม่ได้ “มีวิชาเช่นนี้ด้วยหรือ เหตุใดข้าถึงไม่เคยเห็นมาก่อน”
หมิงเวยตอบ “ท่านเคยเห็นวิชาขับไล่สิ่งของหรือไม่เจ้าคะ อย่างเช่นเขียนยันต์แปะไว้ที่เชือก แล้วเชือกเส้นนั้นก็ราวกับมีชีวิตผูกด้วยตัวมันเองได้”
หยางชูพยักหน้า “อันนี้ข้ารู้ แต่วิชาขับไล่เช่นนั้นก็ทำได้แค่กับเรื่องง่ายๆ เท่านั้นไม่ใช่ห