รือ”
“ทุกอย่างเหมือนกันหมดเจ้าค่ะ” หมิงเวยตอบ “เพียงแค่ข้าเก่งกว่าก็เท่านั้น”
หยางชูเหมือนเป็นใบ้ไปในทันที เป็นเวลานานกว่าเขาจะตอบ “ท่านเป็นผู้ที่หากมีโอกาสก็ไม่พลาดที่จะชมตัวเองเสียจริง!”
ในขณะที่พูดคุยกันกระดาษแผ่นนั้นก็ได้ผ่านบันไดโค้งขั้นแรกไปแล้ว
แต่ทันใดนั้นก็มีแสงวาบที่ผนังแล้วลูกศรอันแหลมคมก็พุ่งออกมาแทงจนกระดาษกลายเป็นรังผึ้ง
กระดาษคนล้มลงกับพื้นแล้วหยุดเคลื่อนไหว
“ตายแล้วงั้นหรือ” หยางชูถาม
“หากที่เข้าไปเป็นคนก็คงตายแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ” หมิงเวยตอบอย่างลวกๆ แล้วปล่อยกระดาษคนตัวที่สองซึ่งก็ไม่ผ่านด่านแรกเหมือนกัน หมิงเวยปล่อยกระดาษตัวต่อไป
พอตัวก่อนหน้าล้มนางก็ปล่อยตัวต่อไปอีกเรื่อยๆ ใช้ไปห้าตัวในที่สุดลูกศรในด่านแรกก็หมด ตามด้วยด่านที่สอง ด่านที่สาม…กระดาษสีเหลืองกองหนาๆ บางลงอย่างรวดเร็ว โชคดีที่ที่นี่เป็นวัดเลยมีของพวกนี้อยู่จำนวนมาก
พอผ่านด่านที่ห้าไปกระดาษคนก็หยิบแผ่นโลหะที่บันทึกวิธีไขกุญแจกลับมา
“เป็นของจากหอเทียนจีจริงๆ” หมิงเวยลูบผิวสีเงินแล้วถอนหายใจ “หอเทียนจีถูกทำลายไปแล้ว การสืบทอดของสิ่งนี้มีน้อยเกินไป”
หยางชูพูดอย่างไม่ใส่ใจ “นายท่านสามเข้าใจสิ่งนี้ดีจึงสืบทอดมรดกของหอเทียนจี พอกลับมาค้นหาที่จวนตระกูลหมิงก็ถือว่าได้ส่งต่อให้กับท่าน”
หมิงเวยเงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วยิ้มพลางพับกระดาษต่อ หยางชูพอถูกนางยิ้มให้ก็ขนลุก รู้สึกจับต้นชนปลายไม่ถูก “ท่านยิ้มอะไร”
“ไม่มีอะไรเจ