้าค่ะ” หมิงเวยหุบยิ้มแล้วเขียนยันต์อย่างตั้งใจ
“…น่าจะป่วยเอามาก”
หมิงเวยอารมณ์ดีจึงไม่เถียงกับเขา นางอยากจะเก็บคำพูดก่อนหน้านี้คืนกลับมาเสียจริง คุณชายหยางผู้นี้อาจมีสัตว์ร้ายอยู่ในใจ แต่ตัวตนของเขาบริสุทธิ์ยิ่งกว่า
ยามที่หมึกสีชาดแห้งในที่สุดกระดาษคนก็มาถึงด่านสุดท้ายมันกระโดดเบาๆ ขึ้นไปบนเพดาน ในขณะนั้นเองไม่รู้ว่ามีแสงมาจากที่ใดสาดส่องเป็นแนวโค้งขึ้นช้าๆ อย่างงดงาม
ทุกคนที่อยู่นอกประตูอดไม่ได้ที่จะกลั้นหายใจ
“พระจันทร์…” หยางชูพึมพำ การปรากฏตัวของแสงที่เหมือนพระจันทร์เสี้ยว
ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจความหมายของดวงจันทร์ที่เกิงซานนึกถึงก่อนตายได้แล้ว
เขาถูกฆ่าด้วยกลไกนี้!
“คลิก!” มือโลหะขนาดใหญ่ร่วงลงมาจากด้านบนแล้วฉีกกระชากกระดาษไปอย่างรวดเร็ว
“แคว้ก” กระดาษถูกตัดออกเป็นสองท่อนในทันที!
หมิงเวยวาดยันต์ขึ้นอีกอันครั้งนี้สามารถกระโดดขึ้นไปบนเพดานโดยไม่ต้องใช้กลไกใดๆ
“เอาล่ะ” หมิงเวยเก็บกระดาษและหมึกที่เหลือ “เข้าไปเคลื่อนย้ายกันเถอะ”
หัวหน้าองครักษ์มองหยางชูจากนั้นก็เรียกองครักษ์สองสามนายออกมา พวกเขาเข้าไปในห้องเก็บพระสูตรแล้วนำกล่องโลหะออกจากเพดานอย่างระมัดระวัง
หมิงเวยดึงปิ่นปักผมสีทองออกมา แล้วค่อยๆ ขยับกุญแจตามคำอธิบายในแผ่นโลหะ
หลังจากนั้นไม่นานพอขยับกุญแจเสร็จก็นำสอดเข้าไปในรูกุญแจ
“เดี๋ยวก่อน” นางเงยหน้าขึ้นแล้วถามผ่านทางสายตา
หยางชูพูดกับองครักษ์ “เจ้ามานี่”
“ขอรับ” องครักษ์รั