ื่อรู้สึกกระวนกระวายใจมากขึ้น “ต้นนั้นข้าน้อยเป็นคนปลูกเองขอรับ”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่ามีกระดูกฝังอยู่ใต้ต้นหลิว”
เจียวซื่อคุกเข่าดัง ‘ตุบ’ “ใต้เท้า ข้าน้อยไม่รู้เรื่องนี้ด้วยขอรับ! ตอนที่ข้าน้อยลงมือปลูก ตรงนั้นไม่มีสิ่งใดอยู่เลย!”
“ข้ายังไม่ได้บอกว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับเจ้า!” เจ้าหน้าที่ตะโกน “เจ้าลองคิดดูอีกที ว่าตอนนั้นมีอันใดแปลกไปหรือไม่!”
“ข้าน้อย…ข้าน้อยจำไม่ได้ขอรับ!”
“หากเจ้าไม่นึกมันก็จำไม่ได้หรอก เจ้านึกดูดีๆ!”
“คือ…”
หลังจากสอบถามมาทั้งวันก่อนที่ทั้งสามคนจะขอตัวกลับไป นายท่านสองกล่าวเชื้อเชิญ “ใต้เท้าทั้งสาม ทางเราได้เตรียมอาหารไว้ให้แล้ว แวะทานเสียก่อนค่อยออกไปดีหรือไม่”
เจ้าหน้าที่นายหนึ่งสารภาพออกมา “วันนี้เรามีธุระ เกรงว่าจะรบกวนนายท่านสองเอาเป็นวันหลังแล้วกันขอรับ”
“เอ่อ..มีธุระก็ต้องทานอาหารก่อนมิใช่หรือ! กับข้าวก็ทำเสร็จแล้ว ใต้เท้าทั้งสามจะไม่ไว้หน้าข้าเลยหรือ”
“คือ…”
นายท่านสองยิ้ม “ใต้เท้าทั้งสามวิ่งเต้นเพื่อชื่อเสียงของตระกูลหมิงของข้า ตัวข้าไม่มีอันใดจะตอบแทน แค่เชิญทานข้าวสักมื้อคงไม่เกินไปใช่หรือไม่ขอรับ”
พอพูดถึงตรงนี้เจ้าหน้าที่ทั้งสามคนก็ครุ่นคิด และสุดท้ายจึงตอบตกลง “ถ้าเช่นนั้นก็ขอบคุณนายท่านสองมาก”
……….
คำสารภาพเหล่านี้ถูกส่งเข้ามาในสวนอวี๋ฟางในยามกลางคืน
ในห้องหลิวจิ่ง หยางชูนั่งเหยียดขาตรง และถามตัวฝู “ได้ยินมาว่าพวกเจ้าทำผลไม้แช่อิ่มได้อร่อ