ยมาก เหตุใดจึงไม่นำมาเลี้ยงต้อนรับแขกเล่า”
ตัวฝูหันไปมองหมิงเวย หมิงเวยพลิกดูคำสารภาพพลางโบกมือส่งๆ
ตัวฝูจึงไปนำผลไม้แช่อิ่มมาให้พวกเขา
หยางชูถอนหายใจ “สาวใช้คนนี้ของท่านช่างซื่อสัตย์เสียจริง แค่นำผลไม้แช่อิ่มมายังต้องขออนุญาตท่าน”
“แม้จะเป็นแค่ผลไม้แช่อิ่ม แต่ก็มีเจ้าของ” แล้วหมิงเวยก็วางคำสารภาพแล้วหยิบชาขึ้นจิบ
“ท่านเองก็ไม่เห็นอันใดใช่หรือไม่” หยางชูเชิดคางขึ้น “สิบปีเป็นระยะเวลาที่ยาวนานจริงๆ”
หมิงเวยไม่สนใจเขานางจิบชาแล้วทานผลไม้แช่อิ่มอย่างช้าๆ จากนั้นก็พูดว่า “ยังมีอีกคนหนึ่งที่ข้ามองข้ามไป”
“ใครรึ”
“แม่นมถง” หยางชูชะงัก
“หากนับเวลาดูแล้วช่วงที่เกิงซานมาที่ตงหนิง ท่านแม่ได้เดินทางกลับมาที่นี่แล้ว สาวใช้ในปีนั้นต่างออกเรือนไปหมด เด็กรับใช้ชายก็มีการโยกย้าย แต่แม่นมถงอยู่กับท่านแม่มาโดยตลอด หากถามว่าผู้ใดรู้เรื่องราวเมื่อสิบปีก่อนได้ชัดเจนมากที่สุดก็คงเป็นนาง”
หยางชูสะบัดพัด “ถ้าเช่นนั้นมัวรออันใดอยู่เล่าก็เรียกนางมาถามเลยสิ”
หมิงเวยลุกขึ้น “ร่างกายแม่นมถงไม่ค่อยดีข้าจะไปถามเอง” นางหยุดยืนอยู่ชั่วขณะ “ท่านจะไปด้วยกันหรือไม่”
หยางชูมองออกไปด้านนอกแล้วยกมือแตะคาง “มีข้าถูกพบเห็นเข้าจะไม่ถูกจับได้อีกครั้งหรือ”
หมิงเวยยิ้ม “ท่านกลัวงั้นหรือ”
พอถูกนางยิ้มแบบนั้นใส่ หยางชูแค่นหัวเราะ “ข้าไม่กลัวอันใดทั้งนั้น ข้ายังต้องกลัวอันใดอีก! ไปกัน!”
………
หลายวันมานี้ซู่เจี๋ยกับปิงซินต่างผลัดก