เกิงซานเงยหน้าขึ้นเหมือนมีแสงวาบขึ้นในดวงตาของเขา
หยางชูลดเสียงลงแล้วพูดทวนช้าๆ อีกรอบ “มีหลักฐานการก่อกบฏของหลิ่วหยางจวิ้นอ๋องหรือไม่”
เกิงซานอ้าปาก แต่สิ่งที่เขาพูดออกมากลับไม่ใช่คำที่หยางชูคาดหวัง
“ชุ่ย…”
“เจ้าว่าอันใดนะ”
“ชุ่ย…” พอพูดถึงตรงนี้หมิงเวยก็หลับตาลง ประคองร่างกายให้กลับไปนั่งลงเหมือนเดิม
“คุณชาย เขาไปแล้วเจ้าค่ะ” อาหว่านบอกเสียงเบา
หมายถึงเกิงซาน เขากลับไปแล้วกลับไปยังหยกแขวน หยางชูเองก็เห็นเขาเห็นควันลอยกลับไปที่หยกแขวน
ผ่านไปไม่นานหมิงเวยก็ปล่อยลมหายใจและลืมตาขึ้น
นางยกมือลูบศีรษะตนเอง “พลังยังตื้นเกินไป! การสื่อสารหยินหยางทางร่างกายยังคงเปลืองแรงเกินไปหน่อย”
หยางชูไม่มีใจจะพูดอันใด เขากำลังคิดถึงคำพูดสุดท้ายของเกิงซานว่ามันหมายความว่าอันใด
ชุ่ย หรือ ชุ่ยที่แปลว่าเปราะบางงั้นหรือ…
“ท่านอยากรู้ว่ามันหมายความว่าอันใดก็ถามข้าสิ!” หมิงเวยรับชาจากตัวฝูมาจิบ
หืม…หยางชูเงยหน้าขึ้น เขาพูดประโยคนั้นออกมาแล้วหรือ
“ท่านรู้หรือไม่ว่าข้ากับเทพเจ้าต่างกันอย่างไร”
“ท่านเป็นปรมาจารย์แห่งชีวิต” เขาตอบออกมาอย่างไม่ลังเล
หมิงเวยถามใหม่อีกครั้ง “ท่านรู้หรือไม่ว่าร่างทรงของปรมาจารย์แห่งชีวิตกับเทพเจ้าต่างกันอย่างไร”
หยางชูถอนหายใจแล้วยกมือประสานกัน “ขอคำชี้แนะด้วย”
หมิงเวยจิบช้าแล้วตอบช้าๆ “ข้าเกิดมาและมีชีวิตอยู่ได้ด้วยหยินหยาง สามารถเข้าได้ดีกับพลังหยิน เมื่อวิญญาณเข้าสู่ร่างของข้า ก