เสียงขลุ่ยก็ทำได้แต่ถอนหายใจในใจ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปในทุกๆ บ่ายหมิงเวยจะเป่าขลุ่ย
พอเวลาผ่านไปเหล่าสาวใช้ก็เริ่มชินคิดเพียงว่าคุณหนูเจ็ดกำลังโศกเศร้าจึงต้องการบรรเทาจิตใจ นางช่างน่าสงสาร โง่มาสิบกว่าปี กว่าจะหายดีได้นั้นไม่ง่ายเลย แต่กลับต้องมาสูญเสียมารดาอีก นายท่านสองไม่โปรดปรานหลานสาวผู้นี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะจัดการกับนางอย่างไรดี!
หลังจากเป่าไปไม่กี่วัน ตัวฝูก็วิ่งเข้ามาหาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า
“คุณหนูเจ้าคะ เลือดชั่วร้ายบนตัวของเงานั่นจางลงไปมากแล้วเจ้าค่ะ!”
หมิงเวยยิ้มแล้วถามกลับไป “เจ้าไม่กลัวแล้วงั้นหรือ”
ตัวฝูตอบ “บ่าวไม่กลัวเจ้าค่ะ! ผีพวกนั้นไม่มีอันใดน่ากลัวเลย ขอเพียงเรียนรู้วิชาแล้วสามารถล้มพวกมันได้ก็ดีเจ้าค่ะ!”
“ตัวฝูกล้าขึ้นแล้วจริงๆ!” หมิงเวยชมนางแล้วถามอีกครั้ง “คาถาที่ข้าสอนเจ้าไปเมื่อวาน เจ้าทำได้แล้วหรือไม่”
“ยังไม่ค่อยได้เจ้าค่ะ…” ตัวฝูอายเล็กน้อย นางรู้สึกว่าตัวเองโง่เกินไปสิ่งที่คุณหนูสอนต้องเรียนอยู่หลายครั้งกว่าจะจำได้
“ไม่เป็นไร หากไม่ได้ก็เรียนกันหลายๆ รอบ”
“เจ้าค่ะ” ตัวฝูเดินจากไปอย่างมีความสุขนางกลับไปท่องคาถาต่อ
อาหว่านไม่พอใจ “ข้าเรียนรู้ได้เร็วเหตุใดท่านจึงไม่สอนข้าล่ะเจ้าคะ”
หมิงเวยเหลือบมองนาง “ได้ยินว่าเจ้าต้องการเข้าเสวียนตูกวานเพื่อเรียนรู้ ไม่ว่าพวกเขาจะมีความสามารถรอบด้านเพียงใด การให้พวกเขารับเป็นศิษย์ต้องจ่ายในราคาที่สูง…”
“ท่านต้อง