ู่นานแล้วสุดท้ายก็พ่นคำสี่คำออกมา
“สำบัดสำนวน!”
หมิงเวยยิ้มอย่างไม่อาย “ขอบคุณสำหรับคำชม”
“ข้าไม่ได้ชมท่านนะเจ้าคะ!”
“แต่ข้าฟังเป็นคำชม”
“…..”
…………
แสงแดดส่องเข้ามาอย่างอบอุ่น และดอกไม้ในสวนอวี๋ฟางก็บานสะพรั่ง หมิงเวยนั่งอยู่ใต้ชายคา นางนำขลุ่ยที่ขัดเสร็จเรียบร้อยแล้วจ่อที่ริมฝีปากและลองเป่าไปสองสามครั้ง
“ฝีมือของข้ายังไม่ดีเท่าท่านอาจารย์!” นางพูด
อาหว่านที่นั่งอยู่ข้างๆ ถามขึ้น “อาจารย์ของท่านคือ…”
“แน่นอนว่าต้องเป็นปรมาจารย์แห่งชีวิตรุ่นก่อน”
อาหว่านแค่นหัวเราะเป็นการตอบแบบขอไปทีเสียจริง สิ่งที่นางอยากฟังคือคำตอบเช่นนี้หรือ ที่นางอยากรู้คือชื่อแซ่หรือชาติกำเนิด เรื่องที่ทำให้สะท้านฟ้าสะเทือนดินอะไรเทือกนั้น
ปรมาจารย์แห่งชีวิตหายตัวไปนานแล้วจากเครือข่ายข่าวกรองของหวงเฉิงซือก็ไม่พบเบาะแสอันใดมากมายนัก หมิงเวยยิ้มแต่ไม่ได้สนทนากับนางต่อ ใบหน้างามเป่าขลุ่ยต่อไป
นางไม่สามารถพูดเกี่ยวกับที่มาของท่านอาจารย์ได้ในตอนนี้ จากการคำนวณเวลา อีกสองปีท่านอาจารย์ถึงจะถือกำเนิดขึ้น
จะให้นางบอกที่มาของท่านอาจารย์…ผู้ที่ยังไม่มีตัวตนในโลกใบนี้ได้อย่างไรกัน
เสียงดนตรีที่เดิมทีติดขัดก็เปลี่ยนเป็นไหลลื่น ค่อยๆ เชื่อมต่อกันเป็นบทเพลง การเล่นดนตรีในพิธีศพของผู้อาวุโสเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง แต่โชคดีที่เสียงขลุ่ยช่างโดดเดี่ยวอ้างว้างซึ่งเข้ากับบรรยากาศยิ่งนัก
เมื่อมีคนเดินผ่านสวนอวี๋ฟางแล้วได้ยิน