้น
ไม่ใช่เพียงแค่สวนอวี๋ฟาง แต่ทั้งจวนตระกูลหมิงก็เป็นเช่นนี้ด้วย คนตายหนึ่งคน แต่ล้มป่วยกันหลายคน บรรยากาศดูซบเซายิ่งนัก
หมิงเวยยืนอยู่ใต้ชายคานางเอื้อมมือไปสัมผัสสายฝนที่ตกลงมา พลางคิดว่าช่างน่าแปลกเสียจริง เพียงแค่เดือนกว่าที่นางและฮูหยินสามได้ใช้ชีวิตด้วยกันสองแม่ลูก นางที่เคยชินกับการอยู่ตัวคนเดียวในตอนนี้กลับรู้สึกเหงาเป็นอย่างมาก
“คุณชายอยากพบท่าน” อาหว่านพูด
หมิงเวยพยักหน้า “เมื่อใดหรือ”
“เรื่องเวลาทางเราจะจัดการเองเจ้าค่ะ”
“อืม…” อาหว่านไม่พูดอันใดอีก หมิงเวยเองก็ไม่ได้ถามอันใดต่อ ฝนตกหนักอยู่ทั้งวันทั้งคืนถึงจะหยุด
ในเวลาเช้าตรู่ของวันที่สองตัวฝูบอกว่า “ไผ่ดำในสวนถูกฟ้าผ่าเมื่อคืนนี้เจ้าค่ะ” หมิงเวยเงยหน้าขึ้นและมองออกไปทางหน้าต่าง
ตัวฝูยิ้ม “ไผ่ดำอยู่ตรงนั้นเจ้าค่ะ มองจากตรงนี้จะไม่เห็น” หมิงเวยดื่มนมแพะที่เหลืออยู่จนหมดจากนั้นจึงยืนขึ้น
“ไปดูกัน” เจ้านายและสาวใช้เดินไปที่ท้ายสวนแล้วพวกนางก็เห็นไผ่ดำที่ถูกฟ้าผ่าไปครึ่งหนึ่ง คนสวนหลายคนกำลังตัดกิ่งไม้ที่ได้รับความเสียหายอยู่
หมิงเวยมองสักพักแล้วพูดว่า “ไผ่ต้นนี้ตัดตรงส่วนนั้นแล้วนำมาให้ข้า” คนสวนรับคำแล้วตัดส่วนที่หมิงเวยต้องการออกมา จากนั้นหมิงเวยจึงนำกระบอกไม้ไผ่กลับไปด้วย อาหว่านที่ออกไปเดินเล่นหลังทานอาหารเสร็จก็เห็นหมิงเวยนั่งอยู่ใต้ชายคา นางค่อยๆ ตัดกระบอกไม้ไผ่
“ท่านกำลังทำอันใดหรือเจ้าคะ”
หมิงเวยเงยหน้าขึ้น “เจ้าล