ที่นางพูดถึงคงเป็นตอนนั้น
ยามบ่ายชิวหยู่นำอาหารกลางวันมาให้
หมิงเวยพูด “สองวันนี้หากไม่ทานข้าวต้มก็ทานหมั่นโถว ท้องข้าว่างมาก อึดอัดด้วย เจ้าไปที่ครัวแล้วนำไข่ต้มมาให้ข้าที”
ชิวหยู่รับคำแล้วกลับไปนำไข่ต้มห้าหกฟองมาให้ หมิงเวยปอกเปลือกไข่ให้อาหว่านสองฟอง ให้ตัวเองสองฟอง ส่วนฟองสุดท้ายนางเปิดผ้าขึ้นแล้วนำไปไว้ในมือที่ประสานกันของฮูหยินสาม
หลังจากนั้นนางก็พิงโลงศพและหลับตาเพื่อพักผ่อน
อาหว่านคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก แม้แต่หนังสือนางก็ไม่สามารถอ่านต่อได้ ในใจนางเอาแต่เดาไปหลายอย่างแต่ก็เดาไม่ออกเสียทีว่าคุณหนูเจ็ดผู้นี้จะทำอันใดกันแน่
นางตัดสินใจว่าเมื่อกลับไปนางจะบอกคุณชายว่าช่วยเชิญเสวียนชื่อมาสอนวิชานางที นางคิดว่าตนเองเป็นคนใฝ่รู้ แต่กลับไม่เข้าใจในสิ่งที่หมิงเวยทำเลยแม้แต่น้อย
เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน หมิงเวยหลับสนิท แต่อาหว่านกลับมีเรื่องให้คิดอยู่ในใจ อีกทั้งยังถูกรบกวนด้วยเสียงสวดมนต์ นางงุนงงอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็รู้สึกง่วงขึ้นมา
ยามอิ๋น ด้านนอกมีเสียงพลุ
หมิงเวยลืมตาพูดเสียงเบา “ถึงเวลาแล้ว”
อาหว่านรู้สึกสับสน และเมื่อเห็นว่านายท่านสองพาซินแสเนตรหยินหยางและคนรับใช้ชายจำนวนหนึ่งเข้ามา นางก็เข้าใจ
มันคือการปิดฝาโลง
หมิงเวยดึงนางให้ถอยมาอยู่ข้างกัน และพูดด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงแค่สองคน “ท่านต้องการดูฉากของละครหรือไม่”
อาหว่านมองนางอย่างสงสัย หมิงเวยดึงมือของนางมา และวาดบางอย่างล