เช่นนั้นก็ควรปิดเรือนมิใช่หรือ”
“เรื่องนั้น…”
หมิงเวยพูดต่อ “แล้วยังมีท่านป้าสอง หลายปีมานี้ดูแลเรือนเป็นอย่างดี บ่าวรับใช้ก็ควบคุมได้เป็นอย่างดี ความผิดพลาดเช่นนี้เกิดขึ้นเมื่อใด พอมีผู้เห็นเข้าในเวลาแค่ครึ่งวัน ผู้คนรู้กันไปทั่วเรือนได้อย่างไร ตกลงนางไม่ได้จงใจที่จะปล่อยผ่านไป หรือจงใจกันแน่”
แม่นมถงตกใจกลัวจนจะล้มมิล้มแหล่ “จิตใจมนุษย์นั้นช่างเหี้ยมเกรียมนัก และน่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจใดๆ ในโลก” หมิงเวยกระซิบพลางมองฮูหยินสามที่ไม่รู้สึกตัว “ท่านคงไม่มีทางรู้เลยว่าจิตใจของมนุษย์นั้นเลวร้ายเพียงใด แม้แต่เส้นพื้นฐานของคนก็เอื้อมไม่ถึง”
แม่นมถงยันตัวกับเตียงน้ำตาของนางร่วงหล่นลงมา “ฮูหยิน หรือว่าการตายของฮูหยิน…”
“แม่นมอย่าร้อง” หมิงเวยพูดเสียงเบา “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะปล่อยตนเองให้จมอยู่กับความเศร้า ดูสิ…ว่าเรื่องนี้สมบูรณ์แบบเพียงใด เราสาวไส้ให้กากินไม่ได้ พวกเขาล้วนทำถึงเพียงนี้แล้ว แม้แต่ท่านอาหกยังถูกตีจนปางตายแล้วยังทำอะไรได้อีกเล่า หรือว่าให้ข้าในรุ่นเยาว์ผู้นี้บังคับให้ผู้อาวุโสกว่าตายงั้นหรือ”
นางหลับตาลง ดวงตาของนางแห้งขอดไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด เส้นเลือดดำปรากฏขึ้นบนหน้าผาก “เหตุใดพวกเขาถึงตายไม่ได้! เหตุใดพวกคนที่ทำเรื่องชั่วช้าถึงได้อยู่ดีกินดีนัก กงเกวียนกำเกวียน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วมีจริงงั้นหรือ!”
นางลืมตาขึ้นแววตาของนางไม่มีร่องรอยของอารมณ์ใดๆ คำพูดที่นางพ่นออกมาราว