จึงมองทางไม่ค่อยชัด…”
จบกัน ความหวังของนางหายไปแล้ว ตอนนี้พลังนางเหลือน้อยเต็มที คิดจะจับจิตอสูรมาถามยังทำไม่ได้เลย นางทำได้แค่เดินไปมั่วๆ เพียงเท่านั้น
หมิงเวยเดินไปฟังเสียงเคลื่อนไหวไป ทั่วทั้งห้องนี้มีแต่วิญญาณเร่ร่อนลอยอยู่รอบๆ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าวิญญาณพวกนั้นไปที่ใดกัน ต้องโทษฉีตงจวิ้นอ๋องที่สร้างห้องได้ใหญ่ถึงเพียงนี้ ความเพลิดเพลินเช่นนี้ก็เป็นแค่ความโลภมากไม่รู้จักพอของเขา ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะถูกจับในไม่กี่ปีต่อมา
หลังจากเดินไปสักพักหมิงเวยก็ยกม่านหนาขึ้นอีกครั้ง และในที่สุดก็เห็นเครื่องเรือนที่แตกต่างออกไป นางผลักประตูเข้าไปก็พบว่าที่นี่เป็นห้องนอนชั่วคราว
ไม่มีใครอยู่ในห้องนี้ แต่ไฟกลับส่องสว่าง และเตาป๋อซานบนโต๊ะยังมีไฟติดอยู่ ในขณะที่หมิงเวยกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น งูขาวตัวน้อยที่ซ่อนตัวอยู่ในแขนเสื้อของนางก็ร้องเตือนขึ้นว่า “มีคนมาเจ้าค่ะ!”
นางครุ่นคิดอยู่เพียงครู่หนึ่ง หากพบใครสักคนในเวลานี้ และคนผู้นั้นสามารถพานางออกไปจากที่แห่งนี้ได้คงจะดีไม่น้อย เพียงแต่นางไม่แน่ใจว่าพวกชนชั้นสูงมีเรื่องสกปรกอยู่มากน้อยเพียงใด หากดันไปพบผู้ที่ไม่ควรเห็นเข้า…ซ่อนตัวก่อนดีกว่า นางเหลือบมองหาที่ซ่อนแล้วเข้าไปซ่อนตัวในตู้เสื้อผ้า
ทันทีที่นางปิดบานตู้ก็มีคนเข้ามาพอดี “ข้างนอกวุ่นวายเช่นนี้ ท่านจะไม่สนหน่อยหรือขอรับ”
เสียงนี้ทำเอาหมิงเวยชะงัก นางมองลอดผ่านฉลุลายดอกไม้แล้วก็เห็นว่าเป็นเหลยหง