านั้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้…”
สิ่งที่ซู่เจี๋ยกังวลก็คือคุณหนูของนางจะถูกเอารัดเอาเปรียบ! เสียงดนตรีที่กำลังบรรเลงดังมาแต่ไกล ฟังไม่ค่อยชัด ไม่รู้ว่าตอนนี้คุณหนูกำลังทำอะไรอยู่…
“เป็นเสียงขลุ่ยที่ไพเราะมาก” สาวใช้กล่าว “ไม่รู้ว่าทำไมข้าถึงรู้สึกสงบเมื่อได้ฟังเสียงนี้” ซู่เจี๋ยได้ยินนางพูดเช่นนั้นก็ลองฟังเสียงดู พยายามไม่ให้หลงใหลไปกับเสียงเพลง
เสียงขลุ่ยช่างเงียบสงบราวกับพานางเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง ณ ที่แห่งนั้นมีเสียงสายลมพัดผ่านป่าสนและเสียงของคลื่นน้ำ…
ซู่เจี๋ยตกอยู่ในภวังค์ไปสักพัก แต่ความรู้สึกเป็นห่วงหมิงเวยอยู่เหนือกว่าจึงชะเง้อคอมองเข้าไปด้านใน ไม่อยากเงยหน้า…
“อา!”
สาวใช้นางนั้นสะดุ้ง “มีอะไรหรือ”
ซู่เจี๋ยจ้องไปที่ไหล่ของนางสงสัยว่านี่เป็นภาพลวงตาหรือเปล่า เมื่อครู่เหมือนนางจะเห็นว่ามีคนนอนอยู่บนไหล่ของนาง…
นางยังมองไม่ค่อยออกแต่ก็มีเสียง ‘อา’ ดังขึ้นข้างหู พอหันไปมองก็พบว่าเป็นสาวใช้อีกคนหนึ่ง
สาวใช้นางนั้นสีหน้าหวาดกลัวนางชี้ไปที่ผ้าม่านน้ำเสียงของนางสั่นเครือ “มี…มีเงา!”
เหล่าสาวใช้มองตามที่นางชี้ บางคนมีสีหน้างงงวยเพราะมองแล้วไม่เห็นอะไรเลย บางคนกรีดร้องแล้วกระโดดเข้าไปกอดคนข้างๆ
“ข้า ข้าก็เห็น! มันคือสิ่งใดกันแน่” ใบหน้าของสาวใช้คนอื่นซีดลงด้วยความตกใจ “ไม่มีเท้า ผี ผี!”
เสียงกรีดร้องดังขึ้นดึงดูดทำให้ผู้ดูแลสวนซิ่นต้องเดินเข้ามาดู
ผู้ดูแลเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเย็นชาแ