พอหมิงเซียงโดนสั่งให้คุกเข่าที่ห้องบรรพชน นางก็กลับไปนอนพักเป็นเวลาสองวัน หลังจากนั้นก็กลับมากระโดดโลดเต้นได้อีกครั้ง
พอนางก่อปัญหาเช่นนั้นไป นายท่านสี่ก็ควบคุมนางอย่างแน่นหนาและสั่งไม่ให้นางออกไปข้างนอก หมิงเซียงที่ว่างจนจิตใจอยู่ไม่สงบจึงทำได้แค่ไปคุยกับหมิงเวยที่สวนอวี๋ฟางทุกวัน
หมิงเวยถามนาง “น้องหกเล่า ไม่ไปเล่นกับเขาหรือ”
หมิงเซียงนั่งบนระเบียงตัวยาว นางกินผลไม้เคลือบน้ำตาลไป ดูหมิงเวยฟันดาบไป “เขาเป็นเด็กผู้ชาย ต้องเข้าเรียนเจ้าค่ะ”
“แล้วทำไมเจ้าไม่ไปเรียนล่ะ มีโรงเรียนของสตรีด้วยไม่ใช่หรือ”
“เอ๋ พี่เจ็ดรู้จักโรงเรียนสตรีด้วยหรือเจ้าคะ!” หมิงเซียงแปลกใจ “เดิมทีมีโรงเรียนสตรีอยู่ แต่เมื่อปีที่แล้วท่านอาจารย์ได้ออกเรือนไป ตอนนี้ยังหาอาจารย์ท่านใหม่ดีๆ ไม่ได้เลย ท่านพ่อบอกว่าแทนที่จะปล่อยให้ข้าไปวิ่งซนข้างนอก ไปเรียนงานบ้านงานเรือนกับท่านแม่จะดีกว่า….”
หมิงเวยหยุดฟันดาบเพียงชั่วครู่ และหยิบผ้าจากตัวฝูมาเช็ดเหงื่อบนใบหน้า นางอดไม่ได้ที่จะยิ้ม “ท่านอาสี่เข้าใจเจ้าจริงๆ”
คำพูดของนางทำเอาหมิงเซียงรู้สึกถอดถอนใจ “เมื่อก่อนตอนที่ไปเข้าเรียนข้าเคยรู้สึกตนเองเป็นอิสระ รู้จักเพื่อนๆ หลายคน ไม่ต้องถูกขังอยู่ในบ้านทุกวันเช่นนี้…”
นี่แหละคือความหมายของโรงเรียนสตรี ได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น ไม่ต้องเป็นนกในกรง หมิงเวยนิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ถือดาบไม้ไผ่อีกครั้ง
“พี่เจ็ด พี่ดูสนุกมาก!” หมิงเซีย