หมิงเวยหันกลับมาก็เห็นตัวฝูทำสีหน้าสับสน
“เป็นอะไรไป” นางถาม ตัวฝูอยากพูดแต่ไม่กล้าพูด
หมิงเวยพูด “เจ้ามีอะไรที่บอกตรงๆ ไม่ได้งั้นหรือ” ตัวฝูก้มหน้าลงอย่างเขินอาย นางบอกเสียงเบาๆ ว่า “บ่าวรู้สึกว่า…บางครั้งคุณหนูดูแปลกไปน่ะเจ้าค่ะ”
“อ้อ” หมิงเวยยังคงยิ้ม “แปลกตรงไหน” ตัวฝูพอเห็นว่านางไม่โกรธ เลยกล้าที่จะพูดออกไป “คุณหนูเวลาอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่มักจะน่ารักน่าเอ็นดู แต่พอพวกเขาเดินจากไป…”
หมิงเวยทำหน้าตกใจ แต่แล้วนางก็หัวเราะออกมาเบาๆ ตัวฝูเห็นนางหัวเราะก็รู้สึกไม่สบายใจ “บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ไม่ควรพูดว่าร้ายคุณหนู…”
“เจ้าไม่ผิด” หมิงเวยมองนางด้วยรอยยิ้ม “พูดเรื่องจริงจะผิดได้อย่างไร ต่อไปหากเราอยู่ด้วยกันสองคน เจ้าคิดเห็นอย่างไรก็พูดออกมาเถิด แน่นอนว่าหากต่อหน้าคนนอกต้องเงียบเอาไว้”
“บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!” ตัวฝูรีบตอบ “ห้ามพูดว่าเจ้านายถูกหรือผิด”
“เจ้าพูดผิดแล้ว” ตัวฝูมองนางอย่างสับสน ตนเองพูดผิดตรงไหนหรือ
“ห้ามพูดว่าคนถูกหรือผิดต่างหาก” ตัวฝูยิ่งสับสน ต่างกันแค่คำเดียว หมิงเวยไม่อธิบายอะไรกับนางอีกแล้วหมุนตัวเดินเข้าสวนไป ไฟในห้องเปิดอยู่ ฮูหยินสามกำลังรอนางอยู่
“ท่านแม่” อย่างที่ตัวฝูพูด พออยู่ต่อหน้าท่านแม่ หมิงเวยก็เปลี่ยนไปเป็นคนอ่อนหวานน่าเอ็นดู ราวกับคนสองคนเปลี่ยนบุคลิกกัน
ฮูหยินสามเข้ามาลูบมือนางเพื่อให้แน่ใจว่าตัวนางไม่เย็นแล้วจึงช่วยนางถอดเสื้อคลุม
“อาเซียงกับฮ่าวเกอสบายดี