หลังจากเสร็จสิ้นมื้อเที่ยง หมิงเวยค่อยๆ ก้าวเข้าไปในห้องหลิวจิ่ง
“ท่านแม่” ฮูหยินสามกำลังพับกระดาษหยวนเป่า[1]สำหรับถวายแก่เสวียนหนี่เหนียงเหนียง
พอเห็นบุตรสาวเข้ามานางจึงยิ้มแล้วกวักมือเรียก “เข้ามาสิลูก”
หมิงเวยเดินเข้าไปหา แล้วท่านแม่ก็จับมือนางแล้วสอนพับหยวนเป่ากระดาษ
“ตอนที่ลูกอาการไม่ดีขึ้น ตอนเย็นแม่จะมาคัดลอกพระคัมภีร์ที่นี่ทุกวันไม่เคยขาด”
หมิงเวยยิ้ม “หลังจากนี้ลูกจะมาคัดเองเจ้าค่ะ”
ฮูหยินสามถาม “ลูกรู้ตัวหนังสือด้วยหรือ”
หมิงเวยพยักหน้า “เสวียนหนี่เหนียงเหนียงสอนลูกหมดทุกอย่างเลยเจ้าค่ะ”
ฮูหยินสามมองนาง ดวงตาที่อ่อนโยนคู่นั้นฉายแววเศร้า “เจ้าที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เป็นสิ่งที่แม่ปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีสิ่งใดดีไปกว่านี้แล้ว”
“จริงหรือเจ้าคะ” หมิงเวยหยิบหยวนเป่ากระดาษมาวางไว้ข้างกาย
ฮูหยินสามก้มหน้าลงแล้วพูดไปพลางพับกระดาษไป “การยืนหยัดในสิ่งที่ไร้ผล หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความเหงา ทุกครั้งที่คิดว่ายืนหยัดต่อไปไม่ไหว แม่ก็จะคิดว่าถ้าเสี่ยวชีของแม่หายแล้วจะเป็นอย่างไร ท่านพ่อของลูกฉลาดขนาดนั้น ลูกต้องฉลาดมากแน่ๆ ทั้งรู้ความ ทั้งกตัญญู…”
ฮูหยินสามพูด น้ำตานางไหลไม่หยุด
หมิงเวยเอื้อมมือไปกอดนาง “ท่านแม่…อย่าได้กังวล หลังจากนี้ไปท่านแม่หวังให้ลูกเป็นอย่างไร ลูกก็จะเป็นอย่างนั้นเจ้าค่ะ”
ฮูหยินสามเช็ดน้ำตา นางยิ้มแล้วบอกว่า “ไม่…เสี่ยวชี ไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไร แม่ก็ชอบที่ลูกเป็น