้ำตาลหรอกหรือเจ้าคะ”
หมิงเวยยิ้ม “พวกเจ้ากินเถอะ ข้ากินมันทุกวันอยู่แล้ว”
“อ้อ…”
หมิงเซียงดื่มชาอึกใหญ่ สายตามองไปยังหมิงเวย
นางกับพี่เจ็ดคนนี้พูดคุยกันน้อยมาก เพราะว่าอาการป่วยจึงได้รับการปกป้องดูแลอยู่เสมอ หากนางเป็นอะไรขึ้นมาพวกผู้ใหญ่ก็จะกังวลใจ แล้วนางก็ไม่ใช่คนที่เล่นกับใครอย่างระมัดระวังเท่าใดนัก นางจึงไม่ได้มาหาพี่เจ็ดคนนี้
พี่เจ็ดในตอนนี้ดูแปลกไปกว่าเดิม…
การพูดการจาของนางดูไม่เหมือนเด็กอีกต่อไป แต่กลับเหมือนผู้ใหญ่ รอยยิ้มและสายตาที่มองมายังหมิงเซียงนั้นราวกับมองเด็กคนหนึ่ง…
“พี่เจ็ด ท่านหายแล้วจริงๆ ใช่หรือไม่”
หมิงเวยกางแขน “เจ้าดูสิ”
หมิงเซียงมองอย่างจริงจังแล้วพูดว่า “ท่านหายแล้วจริงๆ ด้วย พี่สี่บอกว่า ก่อนหน้านี้ท่านพ่อของข้าวิ่งอย่างร้อนรนเพื่อมาพูดอะไรบางอย่างกับท่าน แต่สุดท้ายก็กลับไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พี่เจ็ด! ท่านสุดยอดมาก ท่านพ่อของข้าเป็นคนขี้โมโห ขนาดท่านแม่ยังต้องหาทางเลี่ยงเลย”
รอยยิ้มของหมิงเวยหายไป “ที่แท้เจ้าก็มาเพราะเรื่องนี้หรอกหรือ”
“ใช่!” หมิงเซียงหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดมือที่เปื้อนน้ำตาล “ท่านพ่อของข้าอารมณ์ร้อน คนที่กล้าสนทนากับเขาที่กำลังอารมณ์ร้อนถือว่าเป็นนักรบ!”
หมิงเวยรู้สึกสนใจ “ท่านอาสี่รู้ไหมว่าเจ้าพูดถึงเขาแบบนั้น”
“ท่านพ่อไม่ได้ยินอยู่แล้วเจ้าค่ะ” หมิงเซียงถามอย่างกระตือรือร้น “พี่เจ็ด ท่านสอนข้าได้หรือไม่ ท่านจัดการท่านพ่อของข้าอย่างไ