กลางเดือนสองผ่านพ้นไปอากาศเริ่มอุ่นขึ้น แสงอาทิตย์สาดส่องผ่านหน้าต่าง ภายในห้องหนังสือดูอบอุ่นและเงียบสงบ หมิงเวยนั่งริมหน้าต่างขณะฟังแม่นมถงและฮูหยินสามพูดคุยกัน
“ที่ครัวมีคนลาสองคน เรือนกระจกสองคน คนสวนป่วยอีกสองสามคน แม่นางชุนอวี๋มาหาในตอนเช้า นางบอกว่านางอายุมากแล้ว ต้องการออกจากจวน…”
ซู่เจี๋ยขัดจังหวะ “ฮะ! อายุมากอะไรกัน ไม่ใช่ว่าที่สวนมีผีเลยอยากจะหนีหรือ ทำเป็นพูดดี!”
ฮูหยินสามหัวเราะ “มันเป็นเรื่องปกติ เหตุการณ์ในวันนั้นทุกคนก็ได้เห็นแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะรั้งพวกนางให้มารนหาที่ตายที่นี่”
ซู่เจี๋ยกล่าวอย่างมีอารมณ์ “รนหาที่ตายอะไรกันเจ้าคะ ท่านเทพธิดานางบอกว่าได้ผนึกสิ่งนั้นไปแล้ว เหลือแค่ไปตามหาเซียนในเสวียนตูกวานมาเก็บมันก็สำเร็จแล้ว”
“แต่เรายังไม่รู้เลยว่าจะเชิญเซียนจากเสวียนตูกวานมาได้หรือไม่” ฮูหยินสามกล่าวเสียงเบา “อย่าบังคับให้คนอื่นมาทำดีกับเราเลย คนเราเกิดมาบนโลกนี้ ล้วนไม่ได้เป็นหนี้ใคร เจ้าควรนึกถึงจิตใจของพวกเขาด้วย”
ซู่เจี๋ยยังคงไม่พอใจ นางพูดพึมพำ “วันๆ ไม่เห็นพวกนางจะทำอะไร พอเกิดเรื่องขึ้นกลับวิ่งหนีเร็วกว่าใครเขา ฮูหยินใจดีเกินไปแล้ว…”
หมิงเวยชำเลืองมองฮูหยินสาม ประโยคนี้ค่อนข้างมีสัจธรรม ผู้คนบนโลกน้อยนักที่จะใช้ชีวิตอย่างโปร่งใสแบบฮูหยินสาม ยิ่งทั้งใจดีทั้งโปร่งใสด้วยยิ่งน้อยไปอีก
หมิงเวยคิดว่านางควรหาโอกาสที่จะ ‘ดีขึ้น’ หากนางอาการดีขึ้น ฮูหยินสามจะดีใจมาก