ในขณะที่เย่เทียนเฉินและเถียนปอกวงต่อสู้กันจนจบ กระทั่งดื่มเหล้าและสาบานเป็นพี่น้องกันในท้ายที่สุด ขณะนั้นหลี่ชิวสุ่ยลอบกระตุ้นพลังภายในของตนมาตลอด คลายจุดชีพจรของตนไปทีละน้อย พลังบ่มเพาะของเถียนปอกวงอยู่ในขั้นนักรบจอมราชันขั้นต้นซึ่งแตะเข้าสู่ขั้นกลางแล้ว ส่วนการบ่มเพาะของเย่เทียนเฉินนั้น หากใช้การวัดระดับของผู้ฝึกวรยุทธมาวัดก็จะอยู่ในระดับนักรบราชันขั้นปลายระดับสูงสุด แต่จะอย่างไรก็ยังไม่สามารถทะลวงผ่านไปได้จึงมีความแตกต่างกันอยู่ การที่เขาสู้กับเถียนปอกวงได้นั้นเป็นเพราะเคล็ดวิชาพลังพิเศษอันโดดเด่นของเขา ยิ่งไปกว่านั้นเขายังใช้พลังที่ก้าวข้ามขอบเขตการต่อสู้ของตนได้ด้วย ส่วนพลังการบ่มเพาะของหลี่ชิวสุ่ยอยู่ในระดับนักรบจอมราชันขั้นกลาง แม้แต่คนโง่ก็ยังคิดได้ ผู้ที่เดินบนเส้นทางการบ่มเพาะนั้น ยิ่งขอบเขตพลังสูง ความสามารถก็ยิ่งแข็งแกร่ง ต่อให้เป็นความแตกต่างในขอบเขตเล็กๆ ก็ยังแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ดังนั้นเมื่อเย่เทียนเฉินปะทะกับหลี่ชิวสุ่ย เขาจึงถูกซัดกระเด็นออกไป มือขวาถูกแช่แข็ง ดูแล้วน่าหวาดกลัวมาก
“น้องชาย รีบทำให้ไอเย็นสลายไปซะ นี่คือฝ่ามือสลายกระดูก จะลำพองใจไม่ได้!” ในตอนนี้เถียนปอกวงเองก็จริงจังขึ้นมาแล้ว เขาเป็นโจรชั่วที่ไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน แต่ก็เข้าใจดีว่าหลี่ชิวสุ่ยคนนี้เป็นปีศาจหญิงที่ฆ่าคนได้โดยไม่กระพริบตา ทั้งยังมีพลังการบ่มเพาะสูงส่งลึกล้ำ มีฝ่ามือสลายกระดูกที่โหดเหี