และในตอนที่เขาเดินเข้าใกล้โลงศพหินทีละก้าวเพื่อต้องการดูว่าในโลงศพหินคือกระบี่เซวียนหยวนใช่หรือไม่นั้น คำพูดของตงฟางเมิ่งก็ได้ปลุกสติของเขาอีกครั้ง คนและสรรพสิ่งทั้งหลายต่างเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลอันยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นผู้บ่มเพาะที่บ่มเพาะมาเพียงใด บ่มเพาะถึงขอบเขตพลังขั้นใด ต่อให้มีพลังถึงขอบเขตเทพราชัน เรียกลมได้ลม เรียกฝนได้ฝน ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ สามารถคว้าดาวคว้าเดือน เคารพเพียงตนเอง ก็ยังมีชีวิตอยู่ในจักรวาลนี้ ขอเพียงมีชีวิตอยู่ในจักรวาลนี้ก็จะต้องทำตาม “กฎเกณฑ์” ของมัน เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลุดพ้น ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งระดับเทพราชัน ก็เพียงมีชีวิตยาวนานกว่าคนทั่วไปเท่านั้น หากต้องการเป็นอมตะย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากโชคชะตานี้ได้
ดังนั้นเย่เทียนเฉินจึงมีความคิดบ้าบิ่นอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ ตั้งแต่นี้ไป การบ่มเพาะของตนจะไม่อาศัยพลังฟ้าดินอีก จะไม่อาศัยพลังของจักรวาล จะอาศัยเพียงตนเองทะลวงขอบเขจไปเท่านั้น ถึงแม้จะช้ามาก เรียกได้ว่ายากลำบากอย่าหาใดเปรียบ แต่เย่เทียนเฉินพบว่าการทะลวงขอบเขตเช่นนี้จะแข็งแกร่งและหนักแน่นยิ่งกว่าการหยิบยืมพลังหลิงชี่ของฟ้าดินมาทะลวงขอบเขตมาก ขอบเขตเดียวกัน หากอาศัยพลังของตนทะลวงไปจะต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่าการยืมพลังฟ้าดินมาทะลวงขอบเขตแน่นอน กระทั่งเรียกได้ว่าปราบปรามจนสู้ไม่ได้โดยสิ้นเชิง
อาศัยพลังของตนไปทะลวงข