้ว หลิงอวี่สวิ๋นยังทำให้เย่เทียนเฉินปวดหัวได้มากกว่าเสียอีก เธอกับเขาเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก ความรู้สึกนั้นค่อนข้างจะพิเศษ ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถมองข้ามหลิงอวี่สวิ๋นได้ ทำได้เพียงปะทะฝีปากกับเธอมาโดยตลอด
เสี้ยวหยาเห็นหลิงอวี่สวิ๋นและเย่เทียนเฉินเจอหน้ากันก็ทะเลาะกันทันที บรรยากาศพลันอบอุ่นขึ้นมา ทุกคนไม่ได้ระมัดระวังตัวอะไรขนาดนั้นแล้ว ในใจรู้สึกอิจฉาอยู่บ้านจริง อิจฉาที่พวกเขาไร้ความกังวล
เพียงไม่นาน ภายในห้องผู้ป่วยที่แม่ของเสี้ยวหยาอยู่ก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้น เมื่อมีหลิงอวี่สวิ๋นที่เป็นคนร่าเริงเพิ่มเข้ามา บรรยากาศจึงไม่หม่นหมอง ทั้งสี่พูดคุยกันอย่างมีความสุข จนกระทั่งถึงเวลาประมาณเที่ยง พ่อของเสี้ยวหยาก็มาส่งอาหาร เย่เทียนเฉิน เสี้ยวหยาและหลิงอวี่สวิ๋นจึงจะเดินออกไปจากโรงพยาบาลแห่งเมืองหลวง
เมื่อเดินออกมาจากโรงพยาบาล เย่เทียนเฉินก็มองไปยังเสี้ยวหยาด้วยความกังวลแล้วเอ่ยถามว่า “หยาเอ๋อร์ เธอไม่เป็นไรใช่ไหม?”
ถึงแม้บาดแผลที่หลังของเสี้ยวหยาจะไม่ลึก หลังจากที่เลือดหยุดไหลแล้วก็ไม่มีอะไรร้ายแรง แต่ก็ควรจะเจ็บมาก อย่างไรก็เป็นบาดแผลจากมีด ดังนั้นในตอนที่พูดคุยกัน เย่เทียนเฉินจึงมองไปยังเสี้ยวหยาเป็นระยะ ด้วยกลัวว่าเธอจะรู้สึกปวดเพราะบาดแผล
“ไม่เป็นไร ไม่เจ็บ!” เสี้ยวหยายิ้มพลางส่ายหน้าแล้วเอ่ยขึ้น
หลิงอวี่สวิ๋นที่เดินอยู่ข้างกายของเสี้ยวหยารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย เธอไม่รู