าเธอนะ” เย่เทียนเฉินพูดอย่างจนใจ
“นี่ล้วนเป็นความจงรักภักดีที่พวกเขามีต่อฉัน ฉันเองก็จนปัญญา” ซูเฟยเฟยพูดพลางทำท่าทางจนใจ
จนปัญญากับผู้หญิงคนนี้จริงๆ เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งทำตัวเหมือนอันธพาล เกรงว่าผู้ชายที่นิสัยอันธพาลยิ่งกว่านี้ก็คงซ่าไม่ออก ตอนนี้เย่เทียนเฉินเดินไปเบื้องหน้าของซูเฟยเฟย พูดเสียงเบาว่า “ให้บอดี้การ์ดของเธอถอนกำลังไปก่อน ทำให้การทำงานตามปกติของบริษัทฟื้นฟูคืนมา”
“ไม่ได้!” ซูเฟยเฟยพูดแล้วทำหน้าทะเล้นใส่เย่เทียนเฉิน
“หากเธอไม่ให้บอดี้การ์ดกลับไปตอนนี้ งั้นก็อย่ามาโทษที่ฉันไม่เกรงใจ ฉันจะอัดพวกเขาให้เรียงตัว ถึงตอนนั้นเธอกลับไปที่ตระกูลซูก็รายงานผลดีๆ ไม่ได้แล้ว!” เย่เทียนเฉินข่มขู่ซูเฟยเฟย
“ให้พวกเขาถอนกำลังออกไปได้ แต่นายต้องเลี้ยงข้าวฉัน!”
“เลี้ยงข้าวเธอ? ทำไม? ฉันไม่ได้ติดหนี้เลี้ยงข้าวเธอสักหน่อย”เย่เทียนเฉินพูดด้วยความขี้งก
“นาย…ให้นายเลี้ยงข้าวฉัน นายจะลำบากมากเลยเหรอ? ไม่เคยเจอผู้ชายที่ขี้งกขนาดนายมาก่อนเลย” ซูเฟยเฟยพูดด้วยความโกรธจนใบหน้าแดงก่ำ
“ฉันจนมาก แต่ในฐานะที่ฉันกับเธอรู้จักกัน ก็เลี้ยงบะหมี่ต้มยำให้เธอได้หนึ่งถ้วย!” เย่เทียนเฉินพูดออกมาด้วยท่าทางใจกว้าง
“นาย…ได้ คำไหนคำนั้น!” สุดท้ายซูเฟยเฟยก็ตอบรับ เธอรู้ว่าไม่สามารถบีบบังคับเย่เทียนเฉินมากเกินไปได้ บีบบังคับมากไปคนๆ นี้อาจจะอัดบอดี้การ์ดของตนจนหมอบ ถึงตอนนั้นก็ยุ่งยากมากแล้ว
ซูเฟยเฟยให้บอดี้การ์ดตระกูล