มาก หากไม่ใช่ว่าตระกูลฉินมีอิทธิพลยิ่งใหญ่ในเมืองหลวง ย่อมไม่อาจทำให้กูตู๋หลางลงสนามด้วยตัวเองได้โดยเด็ดขาด
เพื่อที่จะไม่ให้แม่ต้องเป็นกังวล ดังนั้นเย่เทียนเฉินจึงไม่สนใจคนของกูตู๋อ๋างกลุ่มนี้ ไหนเลยจะรู้ว่ากูตู๋อ๋างจะเป็นพวกอารมณ์ร้อนคนหนึ่ง ใช้เท้าถีบประตูคฤหาสน์ตระกูลเย่จนปลิว มีแนวโน้มว่าจะลงมือเพื่อจับเย่เทียนเฉินไปด้วยสูงมาก
“ฉันจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย ไปกับพวกฉันซะ!” กูตู๋อ๋างจ้องเย่เทียนเฉินอย่างดุดันแล้วเอ่ยขึ้น
“ฉันก็จะพูดอีกครั้ง รีบควักแบงค์ออกมาสักหลายร้อยหยวนซะ ชดใช้ค่าประตูบ้านฉันมา” เย่เทียนเฉินพูดอย่างมีเอกลักษณ์
ได้ยินคำพูดของเย่เทียนเฉิน กูตู๋อ๋างก็ขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดแล้วว่าเย่เทียนเฉินคนนี้กำลังล้อตนเองเล่น ทั้งยังมีอารมณ์ของการดูถูกอยู่ด้วย ตนเองที่เป็นผู้นำระดับสูงมาจับเขาด้วยตนเอง คนคนนี้ไม่เพียงไม่ให้ความร่วมมือ กลับจะให้ตนเองชดใช้ค่าเสียหายที่ถีบประตูพัง นี่ไม่ใช่ว่าจงใจหาเรื่องหรอกหรือ?
“ในเมื่อนายต่อต้าน งั้นฉันก็ทำได้แค่ใช้กำลังแล้ว!”
ในขณะที่พูด กูตู๋อ๋างก็กำหมัดแน่น ปรากฏรอยยิ้มมั่นใจบนใบหน้า ช่วงนี้เย่เทียนเฉินก่อเรื่องจนเมืองหลวงโกลาหลไปหมด เรื่องราวเกี่ยวกับเย่เทียนเฉิน เขาเองก็ได้ยินมาบ้าง ล้วนแต่กล่าวกันว่าลูกหลานไม่เอาไหนของตระกูลเย่ผู้นี้ มาวันนี้ได้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ฝีมือและความสามารถก็เพิ่มขึ้นมาก กระทั่งอู๋เสวี่ยนักฆ่าอันดับหนึ่งแห่ง