ื่อกฎข้อบังคับเข้มงวดขนาดนี้ เช่นนั้นก็ช่างมันเถอะ
คิดถึงตรงนี้ เย่เทียนเฉินก็สะพายกระเป๋าเป้แล้วหมุนตัวเดินมุ่งไปด้านนอก ทำให้ชางหลางร้อนใจจนอยากกระอักเลือด มาถึงหน้าประตูแล้วแท้ๆ ทั้งยังกินเวลาไปมาก หยางอี้คงจะรออยู่นานแล้ว มาถึงขั้นนี้แล้วเย่เทียนเฉินถึงกับไม่เข้าไป ไม่ใช่ว่าต้องการให้ความพยายามของตนก่อนหน้านี้เสียเปล่าหรอกหรือ?
“ไอ้หนูหยุด หยุดก่อน นายสะพานเป้นายเข้าไปก็ได้แล้วใช่ไหม?” ชางหลางไม่มีทางเลือกจึงยอมประณีประนอม
“แบบนี้ค่อยโอเคหน่อย ลุงชางหลาง เห็นสีหน้าคุณอนาถขนาดนี้ ผมจะไว้หน้าคุณหน่อยก็ได้ ไปเถอะ!” เย่เทียนเฉินกล่าวด้วยรอยยิ้มร้ายกาจ
ที่ไหนได้ ทหารถือปืนทั้งสองที่ยืนอารักขาอยู่ปากทางเข้ากลับไม่ยอมให้เย่เทียนเฉินเข้าไป ไม่ยอมแม้แต่จะไว้หน้าชางหลาง พูดแต่ว่า ถ้าไม่วางเป้ลง ไม่ยอมรับการตรวจค้นร่างกายก็เข้าไปไม่ได้
“นายพลชางครับ เรื่องนี้พวกผมไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ เป็นคำสั่งสูงสุด” นายทหารคนหนึ่งกล่าวอย่างจริงจัง
“โอ้โห ลุงชางหลาง ดูเหมือนว่าหน้าของคุณจะใหญ่ไม่พอซะแล้ว…” เย่เทียนเฉินจงใจพูดด้วยรอยยิ้มยั่วเย้า
“ไอ้หนูพูดจาใส่ร้ายฉันให้มันน้อยๆ หน่อย ไม่ใช่เป็นเพราะนายไม่ทำตามกฎรึไง” ชางหลางพูดอย่างไม่สบอารมณ์
“นายพลชางครับ ผ่อนผันไม่ได้จริงๆ ครับ ถ้าหากต้องการจะแหกกฎให้ได้ ท่านต้องโทรไปหารองประธานหยางให้ช่วยสั่งการ…” ทหารอีกคนหนึ่งเปิดปากพูด
ชางหลางคิดครู่หนึ่ง ไม่อาจว่า