“ผมพูดจริง ผมไม่สนใจไปพบหยางอี้อะไรนั่นหรอก ตอนนี้ผมอยากกลับบ้านไปกินบะหมี่ผัดซอสที่แม่ทำสักจานแล้ว!” เย่เทียนเฉินมองชางหลาง พูดด้วยท่าทางจริงใจ
“วันนี้นายจะต้องไปกับฉัน เรื่องนี้นายไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ”
ชางหลางย่อมไม่ปล่อยเย่เทียนเฉินไปแน่ หยางอี้ต้องการพบเขา หากชางหลางไม่มีปัญญาพาเย่เทียนเฉินไปพบก็จะมีปัญหา ไม่ใช่เรื่องเสียหน้า แต่จะเป็นปัญหาเรื่องการปฏิบัติตามคำสั่ง
เย่เทียนเฉินคนนี้ช่างน่าตลกจริงๆ หยางอี้เป็นคนระดับไหน? สำหรับทั่วทั้งประเทศแล้ว นับเป็นบุคคลที่มีความสำคัญอย่างมาก ไม่ทราบว่ามีกี่คนที่อยากจะพบแต่ไม่ได้พบ ส่วนเย่เทียนเฉินนั้นกลับกัน หยางอี้ต้องการพบเขา แต่เขากลับไม่อยากพบ ความเอาแน่เอานอนไม่ได้นี่มันจะมีมากเกินไปรึเปล่า?
“นี่ คุณอย่ามาตื้อเลยน่า ผมไม่เอาด้วยหรอก คุณตอบรับว่าจะช่วยผมเรื่องนั้น ส่วนผมก็ช่วยคุณไปทำภารกิจที่ประเทศMให้สำเร็จ พวกเราสองคนไม่ติดค้างอะไรกันแล้ว ถ้าคุณยังจะจับผมอีกก็อย่ามาหาว่าผมไม่เกรงใจ” เย่เทียนเฉินมองชางหลางแวบหนึ่ง พูดออกมาอย่างไม่พอใจนัก
“ไม่เกรงใจ? ฉันอยากจะดูสักหน่อยว่านายจะไม่เกรงใจกันขนาดไหน!” ชางหลางยกยิ้มเย็นชา จ้องเขม็งไปยังดวงตาเย่เทียนเฉินพลางเอ่ย
มันคือความกระหายการต่อสู้ เย่เทียนเฉินเห็นได้ถึงความกระหายการต่อสู้ในสายตาของชางหลาง เขาชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงยิ้มแล้วพูดว่า “ในที่สุดคุณก็ทนไมไหว อยากจะสู้กับผมแล้วใช่ไหม?”
เย่เ