้ายมีไก่ตัวหนึ่ง มือขวามีเป็ดตัวหนึ่ง ตรงกลางยังมีเหล้าแดงแก้วหนึ่งวางไว้ นั่งไขว่ห้างเสพสุขอย่างสบายอกสบายใจหาที่เปรียบ ทั้งกินทั้งดื่ม สบายอุรายิ่ง
ทันใดนั้น เย่เทียนเฉินก็ขมวดคิ้ว เขารู้สึกได้ถึงไอสังหารสายหนึ่งใกล้ๆ ตน ตอนที่กำลังคิดว่าเป็นผู้ใดนั้น ประตูห้องโถงก็ถูกเปิดออก พบเพียงหลิวอวี่มองมายังตนเอง เดินเข้ามาด้วยใบหน้าเข้มงวดจริงจัง
“ที่แท้ก็เป็นหัวหน้าหลิวนี่เอง มีเรื่องอะไรรึเปล่า?” เย่เทียนเฉินที่เดาออกว่าหลิวอวี่มาเพื่ออะไร จงใจแสร้งทำเป็นถามอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว
หลิวอวี่มองเย่เทียนเฉินครู่หนึ่ง มุมปากปรากฏรอยยิ้ม นั่งลงด้านข้างพลางกล่าวว่า “คนหนุ่ม แม้พอมีฝีมืออยู่หลายส่วน แต่ไม่ควรโอหัง ถ้าไม่รู้จักเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ ก็จะต้องถูกสั่งสอน”
“หัวหน้าหลิวมีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะ ผมง่วงอยากนอนแล้ว” เย่เทียนเฉินหาวออกมาครั้งหนึ่ง
“แกไม่คิดว่าตัวเองโอหังไปหน่อยเรอะ? ที่คฤหาสน์ตระกูลหลิ่วแห่งนี้คำพูดฉันถือเป็นที่สุด ถ้าหากไม่ฟังคำสั่งฉันล่ะก็ อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจก็แล้วกัน” หลิวอวี่ตบลงบนโต๊ะอาหาร มองเย่เทียนเฉินอย่างโหดเหี้ยมพลางกล่าว
ได้ยินคำพูดของหลิวอวี่ เย่เทียนเฉินที่เดิมทีไม่คิดเล็กคิดน้อยอะไรก็เกิดโมโหขึ้นมาบ้างแล้ว เห็นได้ชัดว่าหลิวอวี่มาหาเรื่อง ทนเห็นตนเองไม่ได้ ต้องการใช้โอกาสนี้สร้างปัญหา
“หัวหน้าหลิวช่างน่าเกรงขามดีจริงๆ คุณไม่อยากเกรงใจ ผมก็อยากจะดูสักหน่อยว่าไม