ฉีหรูเสวี่ยพูดเช่นนี้ เย่เฉี่ยนเหวินก็ยังรู้สึกว่าแปลกจริงๆ เมื่อปีนั้นตอนที่เกิดเรื่องนี้ ตนเองยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีหนึ่ง ได้ยินเพียงพ่อและแม่พูดว่าพี่ชายก่อปัญหาใหญ่เข้าแล้ว ต้องไปขอรับโทษที่ตระกูลหลิ่ว หลังจากที่กลับบ้านมา พี่ชายก็เงียบขรึมลง สุดท้ายเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลับหลงเถิงไม่ถึงหนึ่งเดือน ก็ยืนกรานว่าจะไปเป็นทหาร และจากไปเช่นนี้เอง
“ช่างเถอะ ไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก พี่สาวหรูเสวี่ย หนูคิดว่าพี่กับพี่ชายหนูแม้ว่าจะทะเลาะกัน แต่พวกพี่สองคนก็เข้ากันมากเลยนะ?” เย่เฉี่ยนเหวินกล่าวทำลายบรรยากาศจริงจังพลางยิ้ม
“เข้ากันมากเหรอ? พี่ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรกับพี่ชายเธอเลย คนคนนี้รู้จักแต่รังแกพี่ พี่จะต้องตอบโต้อย่างโหดเหี้ยมแน่นอน!” ฉีหรูเสวี่ยเมื่อคิดถึงการกลั่นแกล้งเย่เทียนเฉิน ก็รู้สึกคึกตักขึ้นมาบ้าง เธอกล่าวออกมาพลางทำปากจู๋
เย่เฉี่ยนเหวินมองฉีหรูเสวี่ยครู่หนึ่ง รู้สึกว่าได้เวลาแล้ว ควรจะถามคำถามนี้กับฉีหรูเสวี่ยอย่างจริงจังได้แล้ว แม่พูดได้ถูกต้อง ทำให้ชัดเจนไปเลยว่าตกลงแล้วฉีหรูเสวี่ยมีความรู้สึกต่อเย่เทียนเฉินหรือไม่ นี่เป็นสิ่งสำคัญมาก มิฉะนั้นแบบนี้ล้วนไม่ยุติธรรมต่อเย่เทียนเฉินและพี่สาวหรูเสวี่ยเป็นอย่างมาก
“พี่สาวหรูเสวี่ย หนูขอถามพี่จากใจจริงสักคำถามหนึ่งได้ไหม? ที่นี่มีเพียงพี่กับหนูแค่สองคน พี่ต้องพูดความจริงนะคะ!” เย่เฉี่ยนเหวินยิ้มอย่างงดงามพลางกล่าว
“เด็กคนนี้