ฉันรู้ว่าเครือไห่หวังเคยถูกตระกูลฉีของพวกเราซื้อมาได้เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ต์ หลายปีมานี้เครือไห่หวังก็มีแกคอยจัดการดูแลตลอด แต่ครั้งนี้พวกเราขอยกเลิกการหมั้น หากไม่มีการชดเชยที่แน่นอน พวกมันคงไม่เห็นด้วยแน่ อีกอย่างของพวกนี้ไม่นับเป็นอะไรได้ ขอแค่พวกเราตระกูลฉีร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งกับตระกูลฉินได้ กลายเป็นญาติกัน พยายามด้วยกัน ก็อาจจะกลายเป็นตระกูลชั้นหนึ่งในเมืองหลวง ถึงตอนนั้นสิ่งที่เราจ่ายไปก็คุ้มค่าแน่นอน” ฉีชางเซิ่งกล่าวพลางมองฉีย่ากวงผู้เป็นลูกชาย
“ผมรู้ว่าต้องร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง แต่ตอนนี้ผมเหลือหุ้นของเครือไห่หวังแค่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ เศษสวะที่เป็นที่น่าขบขันไปทั่วทั้งเมืองหลวงอย่างเย่เทียนเฉินกลายเป็นเถ้าแก่ของผมไปแล้ว ผมไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน” ฉีย่ากวงกล่าวอย่างไม่พอใจ
“งั้นแกก็หาวิธีทำให้มันอยู่ที่เครือไห่หวังไม่ได้ ถอนหุ้นตัวเองออกไปสิ พรุ่งนี้เที่ยงพ่อให้คนเรียกเย่เทียนเฉินมาที่เครือไห่หวัง เพื่อมาเซ็นหนังสือยิมยอมรับการถอนหมั้นกับน้องสาวแก ไม่ให้พวกตระกูลเย่เล่นตุกติกได้ภายหลัง ส่วนจะทำยังไงก็เป็นเรื่องของแก”
“ได้ จะให้ไอ้เย่เทียนเฉินมันรู้ว่า หากกล้ามาแย่งของๆ ตระกูลฉี ผลจะเป็นยังไง” ฉีย่ากวงกล่าวยิ้มๆ อย่างดุร้าย
“ใช่แล้ว น้องสาวแกเป็นไงบ้าง?” ฉีชางเซิ่งคิดถึงฉีหรูเสวี่ยผู้เป็นลูกสาว จึงกล่าวถามออกมา
“น้องไม่เห็นด้วยเรื่องการแต่งงานกับฉินเหิง ดื้อมาก ต้องใช้เวลา