ภูเขาอันรกร้างว่างเปล่า ท้องฟ้ามืดลง แสงจันทร์อ่อนๆ สามารถมองเห็นเส้นทางขรุขระได้อย่างเลือนราง เย่เทียนเฉินแบกหานเจี๋ยเดินไปยังค่ายใหญ่ของกลุ่มทหารรับจ้างมารโลหิตตามคำสารภาพของเชลยชาวแอฟริกาผู้นั้น
“เทียนเฉิน ฟ้ามืดลงแล้ว อย่างไรพวกเราหาที่พักก่อน พรุ่งนี้ค่อยลงมือไหม?”
หานเจี๋ยหลับไปหลายชั่วโมง ร่างกายฟื้นฟูกลับมาแล้วเล็กน้อย มองสีฟ้าท้องสักพักจึงเสนอออกมา
“ไม่ ยิ่งเป็นคืนที่มืดมิด ก็ยิ่งเหมาะกับการล่า” เย่เทียนเฉินกล่าวออกมาอย่างสงบ
เย่เทียนเฉินไม่ได้หันกลับไปมองหานเจี๋ย ทำเพียงเดินไปข้างหน้าทีละก้าวด้วยความรวดเร็ว เนื่องจากภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ทุกที่มีอันตรายแอบซ่อนอยู่ การต้องเจอกับการซุ่มโจมตีของกลุ่มทหารรับจ้างมารโลหิตระหว่างทางก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
แม้ว่าพลังพิเศษของเย่เทียนเฉินจะยังไม่ฟื้นคืนมา ลงจากระดับพระเจ้าเหลือเพียงระดับราชัน กระทั่งพลังหนึ่งส่วนยังใช้ออกมาได้อย่างยากลำบาก แต่เพื่อป้องกันการลอบโจมตี ในตอนที่ท้องฟ้าเพิ่งจะมืดลง เย่เทียนเฉินได้กระตุ้นพลังพิเศษอันเบาบางภายในร่าง รับรู้การเคลื่อนไหวรอบๆ ขณะเดียวกันก็รวบรวมพลังไปที่ดวงตาทั้งสอง ทำให้การเดินทางช่วงกลางคืนสว่างราวกับกลางวัน
สิ่งที่ทำให้เย่เทียนเฉินรู้สึกปวดหัวก็คือ ในโลกก่อนนั้นระดับพลังของเขาอยู่ที่ระดับพระเจ้า เมื่อเข้าสู่โหมดระวังภัย กระทั่งเสียงหญ้าขยับหรือเสียงดินแตกรอบด้านหลายสิบลี้(1ลี้เท่ากับ500