้าวางยาสลบในอาหารของเจ้า?”
หลินชิงเวยเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาของนางกระจ่างใสท่ามกลางแสงเทียนนั้นวับวาวราวกับกระจก “มิใช่ท่านบอกข้าหรอกหรือ?”
เซียวอี้จำไม่ได้ว่าระหว่างที่เขาและนางกินอาหารนั้นเขาได้พูดอะไรออกไปบ้าง แต่เขาไม่ใช่คนเขลาจึงรู้ได้ในทันทีเช่นกันว่า ขณะที่นางกำลังกินอาหารนั้นเขาจับจ้องมองนางไม่วางตา ตรองดูแล้วน่าจะเป็นสายตาของเขาที่เปิดโปงตัวเอง สตรีนางนี้ร้ายกาจยิ่งกว่าไก่เสียอีก!
หลินชิงเวยหัวเราะเสียงเย็น “หากมีครั้งต่อไป ข้าจะไม่ให้ยาถอนพิษใดๆ แก่ท่าน”
พูดจาไม่เข้าหูประโยคเดียวก็เปลี่ยนใจ
เซียวอี้รู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม หญิงงามอยู่เบื้องหน้า ทว่าตนกลับมิอาจแตะต้องได้ ชีวิตของตนอยู่ในกำมือของนางไม่ว่า ด้วยมีบทเรียนจากครั้งก่อนเขาจึงไม่กล้ากระทำการบุ่มบ่ามวู่วาม จึงได้แต่หันกายกลับไปพร้อมกับเอ่ยวาจาอาฆาต “ทางที่ดีที่สุด อย่าให้มีวันที่เจ้าต้องตกมาอยู่ในกำมือข้า ข้าจะทำให้เจ้าร้องขอชีวิต ร้องขอความตาย”
หลินชิงเวยไม่ใช่ผู้ถูกข่มขู่จนเติบใหญ่เช่นกัน จึงสวนกลับไปว่า “ก่อนจะถึงเวลานั้นข้าจะทำให้ท่านอยู่ก็ไม่ได้ ตายก็ไม่ได้”
วันรุ่งขึ้นเมื่อพวกเขาออกจากโรงเตี๊ยม ภาพที่ปรา