ใต้เท้าสวีกระอักกระอ่วนใจ จากนั้นจึงหัวเราะเสียงแห้งและพยักหน้าพูดว่า “เป็นกระหม่อมที่เลอะเลือน เลอะเลือน”
ยามนี้สวีฮูหยินผู้มองไม่เห็นพิรุธใดๆ ทั้งสิ้นกลับเอ่ยวาจาหยอกล้อขึ้นมาว่า “คุณชายหลินมีฐานะเป็นผู้ติดตามข้างกายเซ่อเจิ้งอ๋อง แต่ดื่มสุราไม่เป็นใช้ได้ที่ไหนกันเล่า หากเซ่อเจิ้งอ๋องประทับอยู่ข้างนอกย่อมต้องหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพบปะสังสรรค์ ตามที่หม่อมฉันดูแล้วไม่สมควรให้เซ่อเจิ้งอ๋องช่วยดื่มสุราแทนคุณชายหลิน แต่ต้องเป็นคุณชายหลินช่วยดื่มสุราแทนเซ่อเจิ้งอ๋องเพคะ”
หลินชิงเวยเลิกคิ้วพูดคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “สวีฮูหยินพูดถูกต้องแล้ว ครั้งหน้าข้าจะระมัดระวัง”
เดิมทีบุตรสาวทั้งสองของตนต้องเสียเปรียบให้กับหลินชิงเวย ในใจสวีฮูหยินจึงมีคำพูดไม่พึงพอใจอยู่แล้ว วันนี้ใต้เท้าสวีกลับต้องการให้หลินชิงเวยนั่งในโต๊ะแขก อีกทั้งยังปฏิบัติต่อนางด้วยท่าทีเคารพนอบน้อมเช่นนี้ จึงทำให้สวีฮูหยินรู้สึกอึดอับคับข้องใจอย่างเลี่ยงได้ยากจึงได้กล่าววาจาเช่นนี้ออกไป
ไหนเลยจะคิดว่าใต้เท้าสวีกลับถลึงตาใส่นางครั้งหนึ่ง และพูดอย่างไม่เกรงใจว่า “มีผู้ใดพูดจากับแขกผู้สูงศักดิ์เช่นเจ้าบ้าง คุณธรรมของสตรีเล่า!” พูดแล้วก็หันไปพูดกับหลินชิงเวยอย่างรู้สึกผิดว่า “ฮูหยินไม่รู้จักหนักเบา ขอคุณชายหลินอภัยให้ด้วย”
สวีฮูหยินถูกเขาตะคอกใส่ประโยคหนึ่งจึงตกตะลึงและรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจยิ่งนัก
หลังจากผ่านอาหารยามกลางวันแล้ว ไฉ