นจะไม่มีรายการบันเทิงเพื่อเพิ่มความสุขใจเล่า อีกทั้งอวี้ย่วนและอวี้ม่านล้วนได้เตรียมการล่วงหน้าแล้ว สวีฮูหยินจึงเสนอให้คุณหนูทั้งสองบรรเพลงพิณให้เซ่อเจิ้งอ๋องฟัง
คุณหนูทั้งสองเพื่อแสดงความสามารถต่อหน้าเซ่อเจิ้งอ๋องได้ฝึกซ้อมอย่างยากลำบาก คนหนึ่งอุ้มพิณโบราณมาตัวหนึ่ง อีกคนหนึ่งอุ้มผีผามาตัวหนึ่ง ช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก อีกทั้งบทเพลงที่บรรเลงออกมาก็ไพเราะเสนาะหู
หลินชิงเวยที่กินข้าวอิ่มและมีเสียงบรรเลงพิณจึงนั่งสัปหงก เพียงแต่หลินชิงเวยขดกายนั่งหลับอยู่บนเก้าอี้ เซียวเยี่ยนจึงเห็นแก่หน้าอย่างยิ่ง ไม่ได้ลุกขึ้นจากไปทันที เมื่อเป็นเช่นนี้คุณหนูทั้งสองจึงนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ในยามปกติทั้งหมดออกมาแสดงฝีมือ เมื่อแรกใต้เท้าสวีสนทนาเป็นเพื่อนเซียวเยี่ยนอย่างระมัดระวัง เซียวเยี่ยนเองก็รับคำเป็นพักๆ แต่ใต้เท้าสวีกลับค้นพบว่าที่เซ่อเจิ้งอ๋องอดทนฟังคุณหนูทั้งสองท่านบรรเลงพิณ น่าจะ…น่าจะเป็นเพราะ…ไม่อยากรบกวนการนั่งสัปหงกของคุณชายหลินกระมัง…
ต่อมาบุตรสาวทั้งสองของตนบรรเลงพิณกระทั่งนิ้วมือบวมแดงแล้วจึงยอมรามือ
เวลาพลบค่ำ ขอบฟ้าปรากฏให้เห็นสีแดงเพลิง ทำให้ชายคาเรือนใกล้ไกลล้วนกลายเป็นสีแดงเข้ม เมฆสีแดงบนท้องฟ้าค่อยๆ ลับหายไปทางเดียวกับที่ดวงตะวันลับเหลี่ยมเขาไป ท้องฟ้าเหมือนเกล็ดปลาทั้งผืนยังคงส่องสว่างระยิบระยับ
หลินชิงเวยและเซียวเยี่ยนกล่าวอำลาจวนสกุลสวี ไม่ว่าใต้เท้าสวีจะพยายามเหนี่ยวรั้งให้ทั้งส