เป็นหมอส่วนพระองค์ของฝ่าบาทมากกว่า หม่อมฉันอายุมากกว่าฝ่าบาทสามปี สมเหตุสมผลดีอยู่แล้วที่ดูแลฝ่าบาท ดังนั้นเรื่องดึงดูดสายตาเหล่านั้นให้พวกนางไปทำเถิด หาไม่แล้วหากมีอะไรผิดพลาดเสด็จอาคงต้องมาสร้างความลำบากใจให้หม่อมฉันเป็นแน่เพคะ”
แววตาของเซียวจิ่นดูหม่นลงทว่ายังมีรอยยิ้มบนริมฝีปากดังเดิม “ชิงเวยเจ้าไม่ต้องตักเตือนเจิ้นเยี่ยงนี้ เจิ้นรู้ว่าเจ้ากลัวเสด็จอาจะเข้าใจผิด เรื่องครั้งที่แล้วเป็นเจิ้นที่ทำไม่ดี ทำร้ายเจ้าจนเกือบจะได้รับบาดเจ็บ มีเจิ้นอยู่ ต่อไปเรื่องเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก เสด็จอาจะสร้างความลำบากใจให้เจ้าไม่ได้เช่นกัน เจิ้นไม่อนุญาต”
กลางคืนมาถึงอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางแสงไฟหรูหรา เหล่าขุนนางทะยอยกันเดินเข้าเดินผ่านประตูวังไม่ขาดสาย เมื่อได้เวลาพอสมควรหลินชิงเวยจึงเข็นเก้าอี้ของเซียวจิ่นออกจากตำหนักซวี่หยางท่ามกลางการห้อมล้อมของนางกำนัลขบวนใหญ่
สถานที่จัดงานเลี้ยงคือตำหนักหยางชุน ตำหนักนี้ห่างจากอุทยานหลวงไม่ไกลนัก ดูเหมือนเป็นสถานที่เฉพาะที่ทางเชื้อพระวงศ์ใช้สำหรับจัดเลี้ยงฉลองเมื่อมีเทศกาล
[1] เทศกาลซ่างซื่อ หรือวันซ่างซื่อ ตรงกับวันขึ้น 3 ค่ำตามปฏิทินจันทรคติของจีน ปัจจุบันมักเรียกว่า หนี่ว์เอ๋อร์เจี๋ย เล่ากันว่า วันนี้เป็นวันประสูติของหวางตี้ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชนชาติจีน สมัยโบราณผู้คนจะใช้ดอกและต้นกล้วยไม้ต้มน้ำ เพราะนอกจากส่งกลิ่นหอมแล้วยังเชื่อว่า น้ำต้มกล้วยไม้สามาร