จึงส่งเสียงเรียกจ้าวซื่อคำหนึ่ง
จ้าวซื่อโมโหจนดวงตาแดงก่ำ เมื่อเหลือบไปเห็นหลินชิงเวยอีกครั้งจึงเคียดแค้นเสียจนต้องขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน หลินชิงเวยนั่งแกว่งขาทั้งคู่เบาๆ กระโปรงของนางบานตัวลงด้านข้างบ่อน้ำ กระโปรงปลิวสะบัดตามแรงลมทิ้งตัวลงมาเบาๆ ดูงดงามและสง่างาม นางเอียงหน้ามองสองแม่ลูกด้วยรอยยิ้มสวยงาม คิ้วของนางชี้ขึ้นเล็กน้อย “ใครคือคนต่ำช้า?”
จ้าวซื่อสูดลมหายใจเข้าลึกสองครั้งเพื่อควบคุมความเดือดดาลในใจให้สงบลง อย่างไรก็ควรมีบุคลิกและท่าทางของประมุขหญิงของเรือน นางประสานมือทั้งคู่ให้หลินเสวี่ยหรงประคองเดินเข้าไป ใบหน้าแข็งเกร็งนั้นราวกับดินโคลนก็ไม่ปาน บนใบหน้าของนางได้ประทินแป้งไว้หนาเตอะชั้นหนึ่ง อย่างไรก็ต้องเก็บอัดความอาฆาตเอาไว้ในใจ นางกล่าวว่า “ที่แท้เป็นชิงเวยรึ เจ้าทำอะไรอยู่ที่นี่?”
ยิ่งจ้าวซื่อเสแสร้งเป็นสตรีผู้มีคุณธรรมมากเท่าใด รอยยิ้มของหลินชิงเวยยิ่งเบิกบานใจ ราวกับท่าทีเสแสร้งของจ้าวซื่อในสายตาของหลินชิงเวยแล้วเปรียบเสมือนกระดาษบางๆ แผ่นหนึ่ง แค่แตะก็ทะลุ ทำให้จ้าวซื่อเองก็รู้สึกว่าไร้ประโยชน์เช่นกัน
หลินชิงเวยกล่าว “ที่นี่เงียบสงบ ทัศนียภาพงดงาม ข้าย่อมต้องนั่งชื่มชมธรรมชาติที่นี่ อย่างไรเล่า คนแซ่จ้าวเช่นพวกเจ้าไม่ทำเช่นนี้คงนอนไม่หลับใช่หรือไม่?”
หลินเสวี่ยหรงกลับเป็นฝ่ายทนไม่ได้ก่อน นางกล่าวอย่างแค้นเคืองว่า “พี่ชิงเวย ท่านแม่ของข้าอาจจะไม่ใช่ท่านแม่ของท่าน แต่เป