สีหน้าของจ้าวซื่อซีดเผือด น้ำเสียงของนางสั่นเล็กน้อย “เวยเอ๋อร์ ไฉนเจ้าจึงพูดจาเช่นนี้ เจ้ากล่าวว่าบิดาของเจ้า…วันนี้เป็นวันเกิดของบิดาเจ้า ไฉนเจ้าจึงพูดจาเนรคุณเช่นนี้ออกมาได้!”
“ใช่แล้ว!” คนที่อยู่ด้านข้างกล่าวเสริม “แม่ทัพหลินจากไปหลายปีแล้ว อย่างไรเจาอี๋เหนียงเหนียงก็ไม่ควรหยิบยกแม่ทัพออกมากล่าวถึงเช่นนี้ จ้าวฮูหยินครองตัวเป็นหญิงม่ายมาเป็นเวลาหลายปี เด็กกำพร้าและหญิงม่าย ไฉนจึงไม่อาจแต่งงานใหม่ได้เล่า?”
ในเมื่อเป็นคำพูดสนับสนุน คำพูดที่กล่าวออกมาย่อมไม่ทำให้จ้าวซื่อและหลินเสวี่ยหรงตกที่นั่งลำบาก
หลินเสวี่ยหรงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเคียดแค้นชิงชัง สายตาของนางจ้องเขม็งไปที่หลินชิงเวย ผู้คนรอบด้านมองไม่เห็น นางกลับร่ำไห้เสียงดังขึ้นมา “ตั้งแต่เล็กเสวี่ยหรงปรารถนาจะมีพี่สาวคนหนึ่ง พี่ใหญ่ไม่ยอมรับน้องสาวคนนี้ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
หลินชิงเวยหัวเราะขึ้นมา “ป้าสะใภ้จะแต่งงานใหม่หรือไม่ เจ้ายังคงเป็นน้องสาวของข้าเสมอ ไยเจ้าจึงพูดออกมาเช่นนี้ ราวกับหลังจากป้าสะใภ้แต่งให้กับบิดาของข้าอีกครั้งแล้ว เจ้าก็จะกลายเป็นน้องสาวแท้ๆ ของข้า?”
บางคนเห็นสองแม่ลูกถูกหลินชิงเวยใช้วาจาดูถูกดูแคลนแล้วทนดูไม่ได้ จึงกล่าวขึ้นว่า “เจาอี๋เหนียงเหนียงดูตนเองก่อนแล้วค่อยไปตำหนิผู้อื่นจะดีกว่า เรื่องที่เหนียงเหนียงถูกส่งตัวเข้าไปอยู่ในตำหนักเย็น ต่อให้คนในวังปิดบังได้ดีกว่านี้ก็ไม่มีกำแพงที่ลมพัดผ่านไม่ได้ ตนเ